หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

      ปิดความเห็น บน หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

ใบความรู้ (สรุป) บทที่ 3 หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (ควรหาหนังสืออ่านเพิ่มเติม)

สติสัมปชัญญะ  

1. ความหมายของสติสัมปชัญญะ…สติ แปลว่า ความระลึกได้ หมายถึง ระลึกถึงการกระทำทั้งทางกายวาจาและใจ ในอดีตและอนาคตได้…    สัมปชัญญะ แปลว่า ความรู้ตัว คือ รู้ตัวว่าปัจจุบันตนกำลังทำอะไรคิดอะไรพูดอะไร …สติสัมปชัญญะ เป็นหลักธรรมที่มักใช้คู่กัน สติสัมปชัญญะ เรียกว่า ธรรมที่มีอุปการะมาก โทษของการขาดสติสัมปชัญญะ คือ จะมีลักษณะฟุ้งซ่าน เหม่อลอย จะทำอะไรๆก็มักจะผิดพลาด ประโยชน์ คือ ก่อให้เกิดคุณความดีแก่ตนและผู้อื่น ป้องกันความผิดพลาด ไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้กิจการดำเนินไปอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ ทำให้จิตมั่นคงสุขุมรอบคอบ

2.วิธีฝึกตนให้มีสติสัมปชัญญะ… คือ ก่อนทำก่อนพูด ก่อนคิดอะไรก็ตาม ใคร่ครวญเสียก่อนอย่าทำอวดดีอวดเก่งเกินเหตุ…ระลึกอยู่เสมอว่า ป้องกันดีกว่าแก้ไข…เมื่อเกิดอะไรขึ้นควรรู้จักยับยั้งชั่งใจก่อนทำอะไรลงไป…ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอบายมุขสิ่งไม่ดีทั้งหมด

บุพการีและกตัญญูกตเวที

1. ความหมายของบุพการีและกตัญญูกตเวที…บุพการี แปลว่า ผู้ทำก่อน กตัญญู หมายถึง การรู้อุปการคุณที่ผู้อื่นกระทำแก่ตน… กตเวที หมายถึง ประกาศอุปการคุณที่ผู้อื่นได้กระทำแล้วแก่ตน บุตรที่รู้อุปการะหรือบุญคุณที่มารดาบิดาทำแล้วแก่ตนและขวนขวายพยายามตอบแทนบุญคุณของท่านไม่ลืมบุญคุณของท่านหรือเพิกเฉยเสีย ชื่อว่า บุตรกตัญญูกตเวที แต่ถ้าเป็นผู้ไม่มีความกตัญญูกตเวที จะเรียกว่า อกตัญญู หรือ เนรคุณ

2. ประเภทของบุคคลผู้มีอุปการคุณและการตอบสนองคุณ…มี 4 สาย คือ 1. ทางสกุล เช่น บิดามารดาฯลฯ 2. ทางการศึกษา เช่น ครูอาจารย์ ฯลฯ 3. ทางการปกครอง เช่น พระมหากษัตริย์ ฯลฯ 4. ทางศาสนา เช่น องค์ศาสดาของแต่ละศาสนา ฯลฯ

ขันติ โสรัจจะ 

ขันติ แปลว่า ความอดทน อดทนต่อความยากลำบาก อดทนต่อความเจ็บป่วย อดทนต่อความเจ็บใจ อดทนต่อกิเลส…โสรัจจะ แปลว่า ความสงบเสงี่ยม มีอัธยาศัยงามความประณีต ความสงบ เรียบร้อย ความไม่หรูหราโอ่อ่า…ขันติ โสรัจจะ เป็นธรรมคู่กัน เรียกว่า ธรรมที่ทำให้งาม (ความงามทางใจหรืองามภายในเป็นความงามที่เกิดจากธรรม)

อิทธิบาท 4

1.ความหมายของอิทธิบาท 4…อิทธิ แปลว่า ความสำเร็จ บาท แปลว่า ทาง หรือสิ่งที่ช่วยนำทาง เมื่อรวมกันแล้วเป็นอิทธิบาท แปลว่า ทางแห่งความสำเร็จ…มี 4 อย่าง คือ ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น  วิริยะ ความพยายามหมั่นประกอบในสิ่งนั้น  จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น  วิมังสา การพิจารณาสอบสวนหรือการพิจารณาไตร่ตรองหาเหตุผลในสิ่งนั้น  คนเราจะทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้าต้องการความสำเร็จต้องอาศัยอิทธิบาท 4 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนหรือการงานฯลฯ

ใบความรู้ (สรุป) บทที่ 4 พระสงฆ์และการปฏิบัติตนที่เหมาะสมต่อพระสงฆ์

ความรู้เกี่ยวกับพระสงฆ์ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัย

1.องค์ประกอบของพระรัตนตรัย…พระรัตนตรัย คือ แก้วสามประการ หมายถึงสิ่งที่เคารพนับถือสูงสุดของชาวพุทธทั้งสามประการ คือ

1.พระพุทธเจ้า  มีพระคุณใหญ่ 3 ประการ คือ 1.พระปัญญาคุณ คุณคือปัญญารู้แจ้งเห็นจริง 2.พระวิสุทธิคุณ คุณคือความบริสุทธิ์สะอาดปราศจากกิเลสทั้งปวง 3. พระมหากรุณาคุณ คุณคือความกรุณาช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นจากห้วงแห่งทุกข์

2.พระธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นความจริง ฯลฯ แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ 1.หลักธรรมระดับพื้นฐาน ได้แก่ ระดับศีล ระดับจริยธรรม เช่น เบญจศีล เบญจธรรม ฯลฯ (ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อความสงบสุขในชีวิตและสังคม) 2. หลักธรรมระดับสูงขึ้นไป ได้แก่ หลักธรรมระดับสมาธิ และปัญญา ทำให้ผู้ปฏิบัติตามสามารถบรรลุมรรคผลและนิพพาน

3. พระสงฆ์ คือผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าและเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. สมมติสงฆ์ พระสงฆ์โดยสมมติ หมายถึง กุลบุตรผู้ที่เข้ามาบวชเป็นภิกษุยังเป็นปุถุชนคนธรรมดามีกิเลสเหมือนคนทั่วๆไป ผู้บวชต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป บวชถูกต้องตามหลักวินัย (ในแง่วินัย ภิกษุ 4 รูปขึ้นไปเรียกว่าสงฆ์ ในแง่ธรรม 1 รูปก็เรียกว่าสงฆ์) 2. อริยสงฆ์ พระสงฆ์ที่เป็นอริยบุคคล หมายถึงสาวกของพระพุทธเจ้าผู้บรรลุธรรมตั้งแต่ระดับต้น จนถึงระดับสูงสุด อริยสงฆ์นี้แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ 1. พระโสดาบัน 2. พระสกทาคามี 3. พระอนาคามี 4. พระอรหันต์ (ระดับ1-3 ยังละกิเลสไม่หมด ระดับ 4 ละกิเลสได้หมดแล้วไม่ต้องกลับมาเกิดใหม่อีก) (อริยสงฆ์ไม่ได้จำกัดว่าเป็นภิกษุหรือคฤหัสถ์ แต่หมายเอาผู้ที่มีคุณภาพทางจิตบริสุทธิ์ขึ้นตามลำดับตั้งแต่ระดับโสดาบันขึ้นไปไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุหรือคฤหัสถ์ก็ตาม แต่สมมติสง์หมายเอาเฉพาะผู้ถือเพศบรรพชิต หรือต้องมีจำนวนภิกษุตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไปหรืออาจจะ 1รูปก็ได้)

2. ความสำคัญของพระสงฆ์ พระสงฆ์มีความสำคัญ 2 ฐานะ คือ 1. ในฐานะเป็นชุมชนตัวอย่าง ในด้าน 1. เป็นชุมชนที่พึ่งวัตถุน้อย 2. เป็นชุมชนที่มีระเบียบ 3. เป็นชุมชนที่มีอิสระทั้งทางกายและใจ 4. เป็นชุมชนที่ทำประโยชน์แก่สังคม……..2. ในฐานะเป็นบุคคลตัวอย่าง 2.1 ถ้าพิจารณาพระสงฆ์ในระดับต่ำ ในแง่ปัจเจกบุคคล อย่างต่ำต้องมีคุณสมบัติ 2 ประการ คือ 1.ละสิ่งที่พึงละได้ 2. เจริญสิ่งที่ควรเจริญได้ 2.2ถ้าพิจารณาพระสงฆ์ในระดับสูง หมายเอา ความเป็นตัวอย่างในด้านการปฏิบัติ 4 ประการ คือ 1. สุปฏิปนฺโน ปฏิบัติดี  2. อุชุปฏิปนฺโน ปฏิบัติตรง  3. ญายปฏิปนฺโน ปฏิบัติเพื่อรู้แจ้ง 4. สามีจิปฏิปนฺโน ปฏิบัติชอบยิ่ง               

โดยสรุป หน้าที่พระสงฆ์มี 3 ประการ คือ 1. การศึกษา เรียก คันถธุระ หมายถึงการเรียนพระพุทธวจนะ ฯลฯ 2. การปฏิบัติ เรียก วิปัสสนาธุระ หมายถึง การฝึกฝนอบรมจิตให้มีสมาธิพลัง 3. การสั่งสอนและเผยแผ่ธรรมะ

การปฏิบัติตนที่เหมาะสมต่อพระสงฆ์ในที่สาธารณะ

1.การปฏิบัติทางกาย หมายถึงด้านการเคลื่อนไหวทั้งสี่ต้องมีสัมมาคารวะต่อพระสงฆ์ เช่น           

1.การลุกขึ้นต้อนรับ มาจากคำว่า อุฏฐานะ เช่น ถ้านั่งเก้าอี้พึงลุกขึ้นยืนรับเมื่อท่านเดินผ่านพึงยกมือไหว้แบบไหว้พระรัตนตรัยเมื่อท่านนั่งเรียบร้อยแล้วจึงนั่งลงตามปกติ ฯลฯ

                2. การให้ที่นั่งพระสงฆ์ มาจากคำว่า อาสนทาน เช่น ในที่ชุมนุมนั้นมีเก้าอี้เดี่ยวหรือตัวเดียวกันหรือนั่งกับพื้นควรนั่งอย่างไร

                3. การรับรองพระสงฆ์  เช่นที่บ้านหรือที่ต่างๆควรต้อนรับด้วยอัธยาศัยอันดียิ้มแย้มแจ่มใส ถวายของรับรอง เช่น น้ำ ฯลฯและนั่งสนทนาพอสมควร เป็นต้น

                4. การตามส่งพระสงฆ์ เช่น ถ้าเป็นเจ้าของสถานที่ควรไปส่งจนพ้นสถานที่นั้นๆ ฯลฯ

                5. การให้ทางแก่พระสงฆ์ มาจากคำว่า มัคคทาน เช่น พระสงฆ์เดินตามมาข้างหลังหรือเดินสวนกันควรเดินอย่างไร ฯลฯ

                6. การไปหาพระสงฆ์ มีหลักกว้างๆคือ แต่งกายสุภาพเรียบร้อย ดูท่านว่าว่างหรือไม่ไม่นั่งที่เสมอกับท่านและกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ ฯลฯ

                7. รักษามารยาทกายให้เรียบร้อย คือ การไม่แสดงพฤติกรรมที่ไม่เมาะสมต่อหน้าพระสงฆ์และพุทธสถาน เช่น ไม่ดื่มสุรา หรือเอะอะโวยวาย เป็นต้น

2. การปฏิบัติตนทางวาจา คือ การใช้คำพูด การสนทนาธรรมหรือถามปัญหาธรรมควรมีความสุภาพเรียบร้อยมีสัมมาคารวะ การใช้คำพูดกับพระสงฆ์แต่ละประเภทนั้นต่างกัน ควรใช้ให้ถูกต้อง เช่น กับพระสังฆราช พระราชาคณะชั้นสมเด็จ พระราชาคณะชั้นสามัญ หรือพระสงฆ์ทั่วไปใช้อย่างไร (ดูหนังสือเพิ่มเติม)

3. การปฏิบัติตนทางใจ เรียกว่า มโนกรรม หมายถึงการกระทำทางใจซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เราควรมีความเคารพท่านทางใจโดย

1.ระลึกท่านด้วยเมตตาจิต คือ แผ่ความรักความปรารถนาดีไปยังท่านด้วยใจไม่อคติ(ไม่ลำเอียง)

         2.คิดหาโอกาสที่จะสนับสนุนบำรุงท่านด้วยปัจจัยสี่ (พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือท่านหรือควรเอาใจใส่ต่อคำแนะนำสั่งสอนของพระสงฆ์แล้วนำมาปฏิบัติจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด)

ดาวน์โหลดสื่อการสอน

เห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ โปรดแชร์....