การบริหารจิตและการเจริญปัญญา มัธยมศึกษาปีที่ 2

      ปิดความเห็น บน การบริหารจิตและการเจริญปัญญา มัธยมศึกษาปีที่ 2

สรุปบทที่  7     เรื่อง   การบริหารจิตและการเจริญปัญญา

ชั้น  มัธยมศึกษาปีที่ 2  ภาคเรียนที่  1

7.1  การฝึกสมาธิเบื้องต้นตามหลักอานาปานสติ

            สมาธิ   หมายถึง      ความตั้งมั่นของจิต  หรือภาวะที่จิตแน่วแน่ต่อสิ่งที่กำหนด จนเกิดความสงบไม่ฟุ้งซ่าน จิตจดจ่อต่อสิ่งที่กำลังคิด กำลังพูดและกำลังกระทำ  สามารถรวมพลังสติปัญญาและความคิดมาใช้ในสิ่งที่กำลังคิด พูด ทำนั้นได้อย่างเต็มที่และมีสติอยู่เสมอ

ประเภทของสมาธิ     สมาธิ  มี  2  ประเภท  คือ

        1)   สมาธิที่มีโดยธรรมชาติ   หมายถึง  สมาธิที่ได้มาโดยธรรมชาติ  มีมากน้อยแต่ละบุคคลและมิได้เกิดทุกเวลา จะมีก็ต่อเมื่อเราตั้งใจ เอาใจจดใจจ่อต่อสิ่งที่ทำเฉพาะหน้า เมื่อเลิกตั้งใจสมาธิก็จะไม่มี  เช่น  สมาธิในการอ่านหนังสือ การพูด การฟัง  เป็นต้น

        2)  สมาธิที่ต้องพัฒนา  หมายถึง  สมาธิที่เกิดจากการปฏิบัติตามกรรมวิธีที่เป็นเทคนิคโดยเฉพาะ  ได้แก่  การพัฒนาสมาธิที่มีโดยธรรมชาติให้ถูกหลักถูกวิธีนั้นเอง  เพื่อให้มีพลังมากกว่าเดิมจะได้นำไปใช้ในกิจกรรมการงานต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันให้มีประสิทธิภาพ

การฝึกสมาธิตามหลักอานาปานสติ

                อานาปานสติ  หมายถึง  การอบรมจิตโดยมีสติกำหนดลมหายใจเข้า-ออก  เป็นวิธีการฝึกสมาธิที่พุทธศาสนิกชนนิยมปฏิบัติกันมากกว่าวิธีการอื่น  เนื่องจากปฏิบัติได้ง่าย  เพราะการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก เป็นสิ่งที่กำหนดได้ง่าย  ทำให้เกิดสมาธิได้เร็ว  การฝึกสมาธิแบบนี้  ต้องฝึกเป็นประจำและต่อเนื่องจนเป็นนิสัย  จึงเกิดประโยชน์แก่ตนเอง

ขั้นตอนในการฝึกสมาธิตามหลักอานาปานสติ

ขั้นเตรียม              

1. เลือกสถานที่    ต้องเป็นสถานที่ที่เหมาะสมแก่การปฏิบัติสมาธิ

2. กำหนดเวลา  เลือกเวลาให้เหมาะสมแก่การฝึก  แต่ละครั้งไม่ควรให้นานเกินไป

3. สมาทานศีล   ผู้ปฏิบัติพึงสมาทานศีล 5   จากพระสงฆ์หรือตั้งใจด้วยตนเอง  เพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์

4. นมัสการพระรัตนตรัย  และกล่าวคำอธิษฐานเพื่อให้สัจปฏิญาณว่าจะตั้งใจปฏิบัติอย่างจัง

5. แผ่เมตตา  เพื่อส่งความปรารถนาดีไปยังมนุษย์และสัตว์ทั้งปวง

6. ตัดความกังวล  เรื่องที่กังวลใจทั้งหมด

ขั้นปฏิบัติ              

1. ท่านั่ง  ให้นั่งบนพื้นในท่า  “สมาธิ”  เหมือนพระพุทธรูปปางสมาธิ  ตั้งกายให้ตรง  ตั้งสติให้มั่น  มือขวาทับมือซ้ายเท้าขวาทับเท้าซ้าย

2. กำหนดจิตไว้ที่ลมหายใจเข้า-ออก  อย่าคิดเรื่องอื่น  ถ้าคิดเรื่องอื่นให้ดึงจิตกลับมาอยู่กับลมหายใจเข้า-ออกแล้ว    ภาวนา  แล้วภาวนา  “หายใจเข้า พุทธ  หายใจออก  โธ   หรือจะใช้วิธีอื่น ๆ  เช่นการนับก็ได้

3. ลืมตาจามสมาธิ  แล้วแผ่เมตตาอีกครั้ง

สรุป     ขั้นตอนในการนั่งสมาธินั้น  ต้องเริ่มแต่    การสมาทานศีล   นั่งสมาธิ    แผ่เมตตา    ตามลำดับ

ธรรมที่ต้องมีในการปฏิบัติสมาธิ   ในการปฏิบัติสมาธิแต่ละครั้ง  ทุกอิริยาบถต้องกำหนดสติให้แน่วแน่  เพื่อจะได้ควบคุมอารมณ์ให้คงที่

ประโยชน์ของการฝึกสมาธิ                 สมาธิ  มีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ  ดังนี้

                                1)    ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน   จิตที่มีสมาธิจะเป็นจิตใจที่สบาย  ไม่มีความเครียด มีความสุข หายจากวิตกกังวล นอนหลับง่าย  มีประสิทธิภาพในการงทำงาน เช่น เรียนหนังสือดี  สามารถเสริมสุขภาพและแก้ไขโรคได้ 

                                2)   ประโยชน์ในการพัฒนาบุคลิกภาพ     จิตที่มีสมาธิ  สามารถทำให้บุคลิกเข้มแข็ง หนักแน่นมั่นคง มีความสุภาพ เยือกเย็น เบิกบาน มีเมตาตากรุณา  สง่า องอาจ น่าเกรงขาม  มีเสน่ห์ดึงดูดใจ น่าคบหา กระฉับกระเฉง  สามารถเผชิญปัญหาต่าง ๆ ได้

สรุปแล้วการปฏิบัติสมาธิ  จะมีผลแต่สุขาภาพจิตมากที่สุด  เพราะเมื่อสุขภาพจิตเราสมบูรณ์แล้วสุขภาพกายจะได้รับผลไปด้วย  การฝึกสมาธิจึงเป็นการให้อาหารทางใจ เพื่อทำให้ใจเข้มแข็ง สามารถจะรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ  ได้อย่างไม่ผิดพลาด ฯ

7.2   การเจริญปัญญา

                ปัญญา  แปลว่า   ความรู้ทั่วถึง  หมายถึง  ความรู้ทั่วถึงเหตุและผล  เมื่อรู้เหตุของสิ่งใด  ก็สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าผลของสิ่งนั้นเป็นอย่างไร  ความรู้นั้นเป็นความรู้ตามความเป็นจริง ตามที่เคยเป็นมาแล้ว เคยมีมาแล้ว ไม่ใช่ผิดจากความเป็นจริง

                ความรู้  มี  2  ประเภท  คือ 

1 )  ความรู้ที่มีมาแต่กำเนิด  เรียกว่า  สหชาติกปัญญา    เป็นความรู้พื้นฐานที่ทุกคนพึงมีมาแต่กำเนิดมากบ้าง น้อยบ้างแล้วแต่บุคคล โดยยังไม่รับการฝึกฝนพัฒนามาก่อน   

2)    ความรู้ที่มีขึ้นด้วยการศึกษาเล่าเรียน  เรียกว่า  โยคปัญญา   เป็นความรู้ที่เกิดจากการศึกษาเล่าเรียน  ได้การอบรมสั่งสอนจากเกิดความเข้า  มีการพัฒนาฝึกฝนอยู่เรื่อย ๆ  จนนำมาใช้ในชีวิตได้

ประโยชน์ของปัญญา         ปัญญามีประโยชน์หลายประการ  ดังนี้

1. สามารถทำให้เราวินิจฉัยสิ่งต่าง ๆ ได้ถูกต้อง

2. ทำให้เรามองสิ่งต่าง ๆ ได้ตลอดสาย

3. ทำให้แก้ปัญหาชีวิตได้

4. ทำให้รู้ผิดรู้ถูก รู้ทางเสื่อมและทางเจริญ

5. ทำให้สร้างฐานะเป็นปึกแผ่นได้

6. ทำให้เข้าใจโลกและชีวิต และมีเมตตากรุณาแก่คนทั่วไป

7. ทำให้เป็นคนมีเหตุผล มีใจกว้างและยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น

การพัฒนาปัญญาหรือบ่อเกิดของปัญญญา        ปัญญานั้น  สามารถพัฒนาให้เกิดมีและงอกงามได้  3  ทาง  คือ

            1)   สุตมยปัญญา    คือ  ปัญญาที่เกิดจากการฟัง    หมายถึง ปัญญาที่การจากการฟังรวมถึงการศึกษาเล่าเรียนทางอื่นด้วย  ผู้ใฝ่ปัญญาจึงควรฝึกการฟังและการศึกษาเล่าเรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ  ดังนี้

  • อย่าคิดว่าตนเองรู้แล้ว  ให้มองทุกอย่างเป็นการเรียนรู้ไปหมด
  • เวลาอ่านหนังสือหรือฟังเรื่องใดให้อ่านหรือฟังด้วยความสนใจและตั้งใจ
  • มีใจกว้างยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง

2)   จินตามยปัญญา   คือ   ปัญญาที่เกิดจากการคิด   หมายถึง   ปัญญาที่การจากการคิดทบทวนเรื่องที่เคยฟังมาแล้ว หรือการฝึก

คิดเพื่อให้เกิดปัญญา   โดยมีขั้นตอนการคิด  ดังนี้

  • คิดถูกวิธีหรือมีวิธีคิดที่แยบคาย  มี่สามารถให้ได้ความรู้ตามความเป็นจริงหรือตามที่ต้องการ
  • คิดเป็นระเบียบ  คือ  คิดต่อเนื่องกันเป็นลำดับ  เป็นขั้นตอน  ตามแนวแห่งเหตุและผล
  • คิดมีเหตุผล  คือ  รู้จักคิดเป็นเหตุเป็นผล
  • คิดเร้ากุศล  คือ  หัดคิดให้เกิดผลในทางที่ดีเกื้อกูลสังคม  คิดปลุกเร้าให้เกิดการกระทำ

3)   ภาวนามยปัญญา   คือ  ปัญญาเกิดจากการลงมือกระทำ    หมายถึง  ปัญญาที่เกิดการฝึกทดลองหรือเกิดจากการกระทำ  มีการ

ฝึกฝนเพื่อให้เกิดปัญญา    ซึ่งมีวิธีการดังนี้

  • อย่าสักแต่ว่าฟังครูพูดหรืออ่านตำรา  เมื่อฟังหรืออ่านเรื่องใดแล้วต้องโยงให้สัมพันธ์กับการปฏิบัติให้ได้ด้วย
  • หัดตั้งข้อสงสัย  หัดตั้งคำถามที่ดีที่จะนำไปสู่ความรู้ที่กว้างขวางขึ้น  เมื่อตั้งคำถามได้แล้วก็ต้องพยายามหาคำตอบที่ถูกต้อง
  • หมั่นค้นคว้า  ตรวจสอบวิชาความรู้ที่เรียนมา
  • นำสิ่งที่ได้เล่าเรียนมาปฏิบัติด้วยการลงมือกระทำให้ประจักษ์ด้วยตนเอง
  • หมั่นฝึกฝนอบรมจิตให้แน่นแน่มั่นคง
  • หัดมองโลก มองชีวิตตามความเป็นจริง

ในการพัฒนาทั้ง  3  อย่างนี้   สุตมยปัญญา  นักเรียนควรพัฒนาและสร้างให้งอกงามให้มาก เพื่อจะได้เกิดปัญญาอื่นตามมา

ดาวน์โหลดสื่อการสอน

เห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ โปรดแชร์....