หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

      ปิดความเห็น บน หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

หน่วยการเรียนรู้ วิชาพระพุทธศาสนา  หน่วยที่  ๓

เรื่อง  หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๑

๑. มาตรฐานการเรียนรู้   ส  ๑.๑  เข้าใจความหมาย เห็นความสำคัญของหลักธรรมของพระพุทธศาสนา และสามารถนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างสันติสุข

๒. ผลการเรียนที่คาดหวัง      :     เข้าใจความหมาย องค์ประกอบของหลักธรรมในการพัฒนาตนเองและสังคม และนำไปปฏิบัติให้เกิดสันติสุข

สาระการเรียนรู้

  ๑.   พระรัตนตรัย 

                   พระรัตนตรัย  หมายถึง   แก้วอันประเสริฐ  หรือแก้ว ๓  ดวง  ได้แก่   พระพุทธ  พระธรรม  และพระสงฆ์  ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของพระพุทธศาสนา

            ๑.  พระพุทธ   หมายถึง  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ผู้ทรงเป็นศาสดาของพระพุทธศาสนา เป็นผู้ทรงค้นพบสัจธรรมโดยการตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง แล้วนำคำสอนมาเผยแผ่ให้พุทธศานิกชนได้ปฏิบัติตาม

            ๒.  พระธรรม  หมายถึง  หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา หรือความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ  เป็นความจริงที่มีอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงค้นคิดเอง  แต่พระองค์ทรงค้นพบโดยการตรัสรู้ แล้วนำมาสั่งสอนแก่ชาวโลก

            ๓.  พระสงฆ์  หมายถึง  สาวกของพระพุทธเจ้า  เป็นผู้ปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระองค์ แล้วนำหลักคำสอนนั้นมาเผยแผ่แก่มวลมนุษย์คุณของพระรัตนตรัย

                   พระรัตนตรัยทั้ง  ๓  นั้น เป็นของสูงสุด มีสิ่งที่มีคุณค่าซึ่งไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบได้  เป็นสิ่งที่มีทรงคุณค่ามีคุณลักษณะหรือมีความดีงามที่เราควรศึกษาและน้อมนำมาปฏิบัติที่แตกต่างกัน  พระพุทธเจ้าคือพระศาสดา ทรงประกอบด้วยพระคุณ  ๙  อย่าง  พระธรรมคือคำสอน  มีคุณ  ๖  อย่าง  ส่วนพระสงฆ์คือพระสาวก  ประกอบด้วยคุณความดี  ๙ อย่าง   ในชั้นนี้ จะได้กล่าวเฉพาะพระธรรมคุณข้อเดียว

พระธรรมคุณ   

                        พระธรรมคุณ  หมายถึง คุณลักษณะของพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ หรือคุณค่าของพระธรรมที่ได้ก่อประโยชน์แก่พระพุทธเจ้าและแก่สัตว์โลก  มีทั้งสิ้น  ๖  อย่าง  เรียกว่า  “พระธรรมคุณ  ๖“  ประกอบด้วย

๑.  สะวากขาโต  ภะคะวะตา  ธัมโม     หมายถึง  พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว  คือ ตรัสไว้เป็นความจริงแท้ อีกทั้งงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ ประกาศหลักการครองชีวิตอันประเสริฐ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง

๒.  สันทิฏฐิโก   หมายถึง  อันผู้ปฏิบัติ จะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง คือ ผู้ใดปฏิบัติ ผู้ใดบรรลุ ผู้นั้นย่อมเห็นประจักษ์ด้วยตนเอง ไม่ต้องเชื่อตามคำพูดของผู้อื่น ผู้ใดไม่ปฏิบัติ ไม่บรรลุ ผู้อื่นจะบอกก็เห็นไม่ได้  จะต้องศึกษาเอง ปฏิบัติเอง  และเห็นผลเอง

๓.  อะกาลิโก    หมายถึง  ไม่ประกอบด้วยกาล  คือ ไม่ขึ้นกับกาลเวลา พร้อมเมื่อใด บรรลุได้ทันที บรรลุเมื่อใด เห็นผลได้ทันที อีกอย่างหนึ่ง เป็นจริงอยู่อย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น ไม่จำกัดด้วยกาล

๔.  เอหิปัสสิโก    หมายถึง   ควรเรียกให้มาดู  คือ เชิญชวนให้มาชม มาพิสูจน์ ศึกษา

๕.  โอปะนะยิโก   หมายถึง  ควรน้อมนำเข้ามา  คือ ควรน้อมเข้ามาไว้ในใจ หรือน้อมใจเข้าไปให้ถึง ด้วยการปฏิบัติให้เกิดมีขึ้นในใจ

๖.  ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ    หมายถึง  อันวิญญูชน พึงรู้เฉพาะตน  คือ เป็นของที่ท่านผู้รู้จะพึงรู้ได้จำเพาะตน  ทำให้กันไม่ได้

.  อริยสัจ  4  

                      อริยสัจ   หมายถึง  หลักธรรมว่าด้วยความจริงอันประเสริฐ  หรือความจริงของอริยบุคคล  เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา  และจัดเป็นหลักธรรมที่เป็นหลักของเหตุและผลทางพระพุทธศาสนา  หลักคำสอนทั้งหมดจะสรุปประมวลลงในหลักอริยสัจ ๔ นี้  อริยสัจ ประกอบด้วยหลักธรรม  ๔  อย่าง  ได้แก่.-

            ๑.   ทุกข์   คือ  ความจริงที่ว่าด้วยทุกข์ หมายถึงสภาพที่ทนได้ยาก เช่น ความไม่สบายกาย สบายใจ เป็นต้น  จัดเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ ควรศึกษาให้เข้าใจไว้

            ๒.   สมุทัย  คือ  ความจริงว่าด้วยเหตุแห่งความทุกข์  ได้แก่ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมา อันได้แก่  ตัณหา คือความอยากที่เกินพอดี เช่น อยากได้โน้นได้นี้ อยากเป็นโน้นเป็นนี้ และไม่อยากเป็นตามสภาพที่เป็นอยู่  จัดเป็นธรรมที่ควรละ เพราะเป็นธรรมที่ให้เกิดโทษแก่ชีวิต

            ๓.  นิโรธ  คือ  ความจริงว่าด้วยความดับทุกข์  หมายถึง การดับสาเหตุแห่งการดับทุกข์ให้สิ้นไป ทุกข์จึงจะไม่เกิดขึ้น  จัดเป็นธรรมที่ควรบรรลุ ควรถึงพร้อม

            ๔.  มรรค  คือ  ความจริงว่าด้วยวิถีทางแห่งความดับทุกข์  หมายถึง หนทางหรือแนวทางในการดับทุกข์  อันได้แก่ มรรค ๘ อย่าง หรือ หนทาง ๘ อย่าง  ประกอบด้วย  การเห็นชอบ คิดชอบ เจรจาชอบ กระทำชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ และตั้งจิตมั่นชอบ  จัดเป็นธรรมที่ควรเจริญ หรือควรพัฒนา ควรทำให้เกิดขึ้น 

            อริยสัจ ทั้ง  ๔  นี้   ทุกข์และนิโรธ  จัดเป็นเรื่องของผลที่เกิดจากการปฏิบัติ  ส่วนสมุทัยและมรรค จัดเป็นเรื่องเหตุที่จะทำให้เกิดผล

            หลักธรรมที่เนื่องด้วยอริยสัจ  ๔

            อริยสัจ ๔  ถือว่าเป็นหัวใจของหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา หลักคำสอนทั้งหมดจะประมวลอยู่ในหลักอริยสัจนี้  ดังนั้น ในอริยสัจแต่ละข้อจึงประกอบด้วยหลักธรรมมากมายที่เกี่ยวเนื่อง  ดังที่ปรากฏต่อไปนี้.- 

๑.  ทุกข์  (ธรรมที่ควรรู้)  เป็นหลักความจริงว่าด้วยเรื่องของทุกข์ทั้งสิ้น  ที่ทุกคนควรเรียนรู้ หรือศึกษาให้เข้าใจจะได้รู้ทันได้  ได้แก่.-

๑.  อายตนะ

ได้แก่  ที่เชื่อมต่อให้เกิดความรู้ แดนต่อให้เกิดความรู้ฝ่ายภายใน และภายนอก   แบ่งเป็น  ๒ ประเภท  ประกอบด้วย

๑.  อายตนะภายใน  6     หมายถึง   แดนที่รับรู้หรือเสพอารมณ์สิ่งที่เกิดขึ้นกับกายและใจ  มี ๖ อย่าง ได้แก่.-         

๑.   จักษุ           คือ        ตา                    ๔.   ชิวหา          คือ        ลิ้น                                           

     ๒.  โสตะ           คือ        หู                      ๕.   กาย            คือ        กาย     

๓.   ฆานะ         คือ        จมูก                   ๖.   มโน            คือ        ใจ                    

๒.  อายตนะภายนอก   6    หมายถึง  สิ่งนอกตัวที่มาสัมพันธ์กับอายตนะภายในหรือสิ่งแวดล้อมภายในที่มา กระทบอายตนะภายในทำให้เกิดความรู้สึกต่าง ๆ ขึ้น  ประกอบด้วย  ๖  อย่าง  ได้แก่

๑.   รูปะ            คือ        รูป  สิ่งที่เห็นด้วยตา

๒.  สัททะ          คือ        เสียง  สิ่งที่ได้ฟังด้วยหู

๒.  คันธะ          คือ        กลิ่น สิ่งที่ได้สูดดมด้วยจมูก

๔.  รสะ             คือ        รส สิ่งที่ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น

๕.  โผฏฐัพพะ    คือ        สิ่งที่ถูกต้องด้วยกาย (สัมผัสทางกาย)

๖.  ธรรม หรือ ธรรมารมณ์     คือ  อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจ  สิ่งที่ใจนึกคิด

            อายตนะภายในและภายนอกเหล่านี้  เป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้ ควรศึกษาให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ว่าแต่ละสิ่งทำหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร  ทำให้เกิดโทษและคุณอย่างไรบ้าง  เพราะเมื่อเรารู้ทันแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ได้

๒.  สมุทัย   (ธรรมที่ควรละ)     เป็นหลักความจริงว่าด้วยเหตุแห่งการเกิดทุกข์   ที่ทุกคนควรดับ ไม่ให้เกิดขึ้นในตน ควรละ ไม่ควรให้มีไว้ในตน   ได้แก่.-

๑.  วิบัติ   ๔ 

ได้แก่   ข้อเสีย   จุดอ่อน   ความบกพร่องแห่งองค์ประกอบต่าง ๆ  ซึ่งไม่อำนวยแก่การให้ผลของกรรมดี  แต่เปิดช่องให้กรรมชั่วแสดง  ได้แก่.-

            ๑.  คติวิบัติ    หมายถึง   วิบัติแห่งคติ  คติเสีย (ที่ไปไม่ดี)  หมายถึง  การเกิดมาไม่ดี เกิดในตระกูลต่ำทราม ไร้ความเจริญ หรือการมีที่อยู่ ที่จะไปหรือทางเดินชีวิตไม่ราบรื่น  เพราะสภาพแวดล้อม สถานการณ์ หรือถิ่นที่อยู่ไม่อำนวย ตลอดถึงแนวทางแห่งการดำเนินชีวิตในขณะนั้นไม่เอื้ออำนวยแก่การกระทำความดีหรือการเจริญงอกงามของความดีและการที่ผลดีจะปรากฏ  แต่กลับเปิดทางให้แก่ความชั่วและผลร้าย

            ๒.  อุปธิวิบัติ   หมายถึง  วิบัติแห่งร่างกาย (ร่างกายไม่ดี)  หมายถึง มีร่างกายวิกลวิการ ไม่สมประกอบ ไม่งดงาม บุคลิกภาพไม่ดี  หรือมีสุขภาพไม่ดี  เจ็บป่วย มีโรคมาก

          ๓.  กาลวิบัติ  หมายถึง  วิบัติแห่งกาล  กาลเสีย (กาลเวลาไม่ดี หมายถึง  เกิดมาในสมัยที่โลกไม่มีความเจริญหรือบ้านเมืองมีแต่ภัยพิบัติ  ผู้ปกครองไม่ดี สังคมเสื่อมจากศีลธรรม มีการกดขี่เบียดเบียนกันมาก  ยกย่องคนชั่ว บีบคั้นคนดี หรือการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งผิดกาลผิดเวลา ไม่เป็นไปตามเวลาที่ต้องการ

          ๔.  ปโยควิบัติ  หมายถึง  วิบัติแห่งการประกอบ  กิจการเสีย (การกระทำไม่ดี) หมายถึง ฝักใฝ่ในทางที่ผิด ประกอบกิจการงานที่ผิด หรือชอบทำแต่ความชั่ว  หรือการไม่ตั้งใจทำความดีอย่างเต็มที่ ทำดีบ้าง ทำชั่วบ้าง จึงไม่ได้ผลในทางที่ดี

            วิบัติทั้ง ๔ นี้  เป็นสิ่งที่จะต้องนำมาประกอบการพิจารณาในเรื่องการให้ผลของกรรม  เพราะวิบัติทั้ง ๔ นี้เป็นปัจจัยประกอบด้วย

๒.  สมบัติ  ๔   

          ได้แก่  ข้อดี  ความเพียบพร้อม  ความสมบูรณ์แห่งองค์ประกอบต่าง ๆ  ซึ่งอำนวยแก่การให้ผลของกรรมดี  และไม่เปิดช่องให้กรรมชั่วแสงดผล  หรือส่วนประกอบอำนวยช่วยเสริมกรรมดี 

            ๑.  คติสมบัติ     สมบัติแห่งคติ                 ๒.  อุปธิสมบัติ  สมบัติแห่งร่างกาย

            ๓.  กาลสมบัติ  สมบัติแห่งกาล                ๔.  ปโยคสมบัติ  สมบัติแห่งการประกอบ 

( คำอธิบายตรงข้ามกับวิบัติ ๔ )

๓.  อกุศลกรรมบถ  ๑๐ 

          อกุศลกรรม  หมายถึง  ทางแห่งการทำอกุศลคือความไม่ดี  ทางแห่งการทำความชั่ว  หรือกรรมชั่วอันเป็นทางนำไปสู่ความเสื่อม  ความทุกข์หรือทุคติ  

ก.  กายกรรม  ๓   (การกระทำทางกาย)

            ๑.  การทำชีวิตให้ตกล่วงไป ปลงชีวิตสัตว์   (ปาณาติปาตา)

            ๒.  การถือเอาของที่เขามิได้ให้โดยอาการขโมย   (อทินนาทานา)

            ๓.  การประพฤติผิดในกาม  (กาเมสุมิจฉาจารา)

ข.      วจีกรรม  ๔ (การกระทำทางวาจา)

๑.  การพูดเท็จ   (มุสาวาทา)

๒.  การพูดส่อเสียด  (ปิสุณายวาจา)

๓.  การพูดคำหยาบ  (ผรุสวาจา)

๔.  การพูดคำเพ้อเจ้อ  (สัมผัปปลาปะ)

ค.  มโนกรรม  ๓  (การกระทำทางใจ)

            ๑.  เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น   (อภิชฌา)

            ๒.  คิดร้ายต่อผู้อื่น (พยาบาท)

            ๓.  เห็นผิดจากคลองธรรม  (มิจฉาทิฏฐิ)

๔.  อบายมุข  ๖    

          อบายมุข  หมายถึง  ปากหรือช่องทางของความเสื่อม  ทางแห่งความพินาศ  หรือเหตุย่อยยับแห่งสมบัติโภคทรัพย์ ได้แก่.-

          ๑.  ติดสุราและของมึนเมา    ก่อให้เกิดโทษ   ๖  อย่าง  คือ

                        ๑.   ทรัพย์หมดไป ๆ  เห็นชัดๆ

                        ๒.   ก่อการทะเลาะวิวาท

                        ๓.   เป็นบ่อเกิดแห่งโรค

                        ๔.   เสียเกียรติเสียชื่อเสียง

            ๒.  ชอบเที่ยวกลางคืน    ก่อให้เกิดโทษ ๖  อย่าง  คือ

                        ๑.   ไม่รักษาตัว

                        ๒.   ไม่รักษาลูกเมีย

                        ๓.   ไม่รักษาทรัพย์สมบัติ

                        ๔.   เป็นที่ระแวงสงสัย

                        ๕.   เป็นเป้าให้เขาใส่ความหรือข่าวลือ

                        ๖.   เป็นทางมาของเรื่องเดือดร้อนเป็นอันมาก

            ๓.  ชอบเที่ยวดูละการละเล่น  มีโทษ โดยการงานเสื่อมเสีย  เพราะใจกังวลคอยคิดจ้อง กับเสียเวลาเมื่อไปดูสิ่งนั้น ๆ  เช่น  การฟ้อนรำ   ขับร้องดนตรี  การแสดงความบันเทิง  การละเล่นต่าง ๆ  เป็นต้น  

            ๔.  ติดการพนัน    ก่อให้เกิดโทษ  ๖  อย่าง  คือ

                        ๑.  เมื่อชนะย่อมก่อเวร

                        ๒.  เมื่อแพ้ก็เสียดายทรัพย์ที่เสียไป

                        ๓.  ทรัพย์หมดสิ้นไป

                        ๔.  ไม่มีใครเชื่อถ้อยคำ

                        ๕.  ที่เป็นหมิ่นประมาทของเพื่อนฝูง

                        ๖.   ไม่เป็นพึงประสงค์ของผู้ที่จะหาคู่ครอง

            ๕.  คบคนชั่ว   มีโทษโดยนำให้กลายไปเป็นคนชั่วอย่างคนที่ตนคบทั้ง ๖  ประเภท  คือได้เพื่อนที่จะนำให้กลายเป็น

                        ๑.  นักเลงการพนัน

                        ๒.  นักเลงหญิง – ชาย

                        ๓.  นักเลงเหล้า

                        ๔.  นักลวงของปลอม

                        ๕.  นักหลอกลวง

                        ๖.  นักเลงหัวไม้

            ๖.  เกียจคร้านทำการงาน    มีโทษ  โดยทำให้ยกเหตุต่าง ๆ  เป็นข้ออ้างผัดเพี้ยนไม่ทำการงาน  โภคะใหม่ก็ไม่เกิด  โภคะที่มีอยู่ก็หมดสิ้นไป  คือให้อ้างไปทั้ง ๖  กรณีว่า

                        (๑ – ๖)   หนาวนัก – ร้อนนัก – เย็นไปแล้ว – ยังเช้าอยู่ – หิวนัก – กระหายนักหรืออิ่มนัก     

อบายมุขทั้ง  ๖  ข้อนี้  เป็นช่องทางแห่งความเสื่อมเสียแก่บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติ  ทำให้เป็นคนหมดอนาคต เป็นที่รังเกียจผู้คน นำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่ครอบครัวและบุคคลอื่น ก่อความวุ่นวายให้แก่สังคม

๓.  นิโรธ  (ธรรมที่ควรบรรลุ)   เป็นหลักธรรมว่าด้วยความจริงที่บุคคลควรบรรลุ ควรทำให้เกิดขึ้น ให้มีไว้ในตน  ได้แก่.-

๑.  สุข  ๒

            ๑.  สุขอิงอามิส  สุขจากวัตถุคือกามคุณ   สุขอาศัยเหยื่อล่อ   (สามิสสุข)    หมายถึง  การที่บุคคลไปได้เห็นรูปดี ๆ  ฟังเสียงไปเราะ  สูดดมกลิ่นหอม ๆ  ลิ้มรสอร่อย  สัมผัสถูกต้องสิ่งที่ตนพอใจรักใคร่ปรารถนา  แล้วเกิดความสุข  สุขนี้จัดเป็นกามสุข  ซึ่งเกิดจากใจไปกำหนดยอมรับอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ว่าน่าใคร น่าปรารถนา น่าพอใจ แล้วได้เสวยจนเกิดความรู้สึกว่าเป็นสุข   สุขประเภทนี้พระพุทธศาสนายอมรับได้ในชั้นหนึ่ง แต่เป็นสุขน้อย  มีทุกข์มาก  เป็นเพียงความสุขทางกาย

            ๒.  สุขไม่อิงอามิส สุขปลอดโปร่งเพราะใจสงบหรือได้รู้  สุขไม่ต้องอาศัยเหยื่อล่อ  (นิรามิสสุข)    หมายถึง  ความสุขทางใจในบางขณะ บางเวลา  ที่บุคคลสามารถไถ่ถอนความกำหนัด ความยึดติดในอารมณ์ที่ตนใคร่ ปรารถนา พอใจลงไปได้ ไม่ยึดติด ปล่อยวาง ไม่ไขว่คว้า ไม่ห่วงอาลัยหาในสิ่งที่ตนปรารถนาพอใจรักใคร่ได้

๔.  มรรค  (ธรรมที่ควรเจริญ)   เป็นหลักธรรมที่ว่าด้วยความจริงที่บุคคลควรเจริญไว้ พัฒนาไว้ในตน  เพื่อนำไปเป็นแนวทางแห่งการดับความทุกข์ทั้งปวงที่เกิดขึ้น  ได้แก่.-

๑.  กุลจิรัฏฐิติธรรม  ๔   (ธรรมสำหรับดำรงความมั่งคั่งของตระกูลให้ยั่งยืน หรือเหตุที่ทำให้ตระกูลมั่งคั่งตั้งอยู่ได้นาน)

            ๑.   นัฏฐคเวสนา    ของหายของหมด  รู้จักหามาได้    หมายถึง  การรู้จักแสวงหาทรัพย์สมบัติ หรือสิ่งของที่จำเป็นสำหรับตนเอง หรือถ้าศูนย์หายก็ควรจัดหามาไว้

            ๒.   ชิณณปฏิสังขรณา   ของเก่าของชำรุด  รู้จักบูรณะซ่อมแซม  หมายถึง การรู้จักรักษาซ่อมแซมสิ่งของที่มีอยู่ภายในบ้านให้อยู่ปกติดี โดยไม่ต้องสรรหาใหม่โดยไม่จำเป็น

            ๓.   ปริมิตปานโภชนา      รู้จักประมาณในการกินการใช้  หมายถึง การรู้จักประมาณในการใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์เงินทอง หรือเครื่องใช้สอยที่มีอยู่  รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

            ๔.   อธิปัจจสีลวันตสถาปนา   ตั้งตนเป็นผู้มีศีลธรรมเป็นพ่อบ้านแม่เรือน  หมายถึง  การประพฤติตนให้เหมาะสมกับหน้าที่ของตนเอง  เช่น เป็นพ่อเรือน แม่เรือน ควรทำหน้าที่ให้ถูกต้อง หรือเป็นนักเรียนควรทำหน้าที่ของนักเรียนให้สมบูรณ์

๒.  กุศลกรรมบถ 10

                   กุศลกรรมบถ  หมายถึง  ทางแห่งการทำกุศลคือความดี  ทางแห่งการทำความดี  หรือกรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่ความเจริญ  ความสุข  หรือสุคติ   มี  ๑๐  อย่าง  ดังนี้.-

ก.  กายกรรม  ๓   (การกระทำทางกาย)

            ๑.  เว้นจากการปลงชีวิตสัตว์   (ปาณาติปาตา  เวรมณี)

            ๒.  เว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้โดยอาการขโมย   (อทินนาทานา  เวรมณี)

            ๓.  เว้นจากการประพฤติผิดในกาม  (กาเมสุมิจฉาจารา  เวรมณี)

ข.      วจีกรรม  ๔ (การกระทำทางวาจา)

๑.  เว้นจากการพูดเท็จ    (มุสาวาทา  เวรมณี)

๒.  เว้นจากการพูดส่อเสียด  (ปิสุณาย  วาจาย  เวรมณี)

๓.  เว้นจากการพูดคำหยาบ  (ผรุสาย  วาจาย  เวรมณี)

๔.  เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ  (สัมผัปปลาปา  เวรมณี)

ค.  มโนกรรม  ๓  (การกระทำทางใจ)

            ๑.  ความไม่คิดเพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น   (อนภิชฌา)

            ๒.  ความไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น (อัพยาปัชฌา)

            ๓.  ความเห็นชอบ ถูกต้องตามคลองธรรม  (สัมมาทิฏฐิ)

๓.  มงคล   ๓๘ 

มงคล  หมายถึง   ธรรมอันนำมาซึ่งความสุข   ความเจริญแก่ชีวิต   ทางพระพุทธศาสนามีทั้งหมด   ๓๘   มงคล      มีมงคลเหล่านี้  เป็นต้น.-

๑.  การประพฤติธรรม, การดำรงอยู่ในธรรม   (ธัมมจริยา จ)

                        การประพฤติธรรม  หมายถึง  การปฏิบัติตามแนวทางแห่งความดีที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้  มีการรักษาศีล  ๕   การประพฤติในกุศลกรรมบถ  ๑๐   การปฏิบัติตามมรรคมีองค์  ๘  

            การประพฤติธรรมมีวิธีปฏิบัติ  ๓  อย่าง  คือ

            ๑.  ระดับศีล  คือการรักษาศีล ๕ ศีล ๘  ศีล ๑๐  และศีล  ๒๒๗  ตามสถานภาพแห่งตน

            ๒.  ระดับสมาธิ  คือการฝึกทำจิตใจให้แน่วแน่มั่นคง  การมีจิตจดจ่อต่องานที่ตนกำลังทำอยู่

            ๓.  ระดับปัญญา  การฝึกจิตให้รู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง  เป็นการพัฒนาปัญญาของตน  ทำให้เกิดสติไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต

            การประพฤติธรรมเป็นมงคล   เพราะ

            ๑.   ทำให้ดำเนินชีวิตไปในทางดีถูกต้อง  ก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม

            ๒.   สามารถสร้างเสริมสังคมให้เกิดความสงบสุข

            ๓.  เป็นแบบอย่างที่เป็นรูปธรรมให้กับเยาวชนได้

๒.  การเว้นจากความชั่ว (อารตี  วิรตี  ปาปา)

            บาป คือ  ความชั่วทั้งปวงที่มีรากเหง้ามาจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง  ได้แก่ ความโลภอยากได้ของผู้อื่น  ความผูกโกรธพยาบาท  และความหลงในโลกวัตถุ

            การงดเว้นจากบาป  คือการงดเว้นการทำความชั่ว เพราะความชั่วมีอิทธิพลต่อการทำให้จิตใจเศร้าหมอง  ไม่มีความสุขในการดำเนินชีวิต  การงดเว้นจากบาปนั้น  เริ่มตั้งแต่การไม่ล่วงละเมิดศีล ๕   การละจากนิวรณ์  ๕   และการตัดกิเลสชั้นสูงได้

การงดเว้นจากบาปเป็นมงคล  เพราะ

๑.  ทำให้ผู้งดเว้นจากบาปมีความสุข ความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม

๒.  ทำให้ไม่มีเวร ไม่มีภัยใดๆ

            ๓.  เป็นที่รักใคร่พอใจของผู้อื่น

            ๔.  ทำให้จิตใจมีคุณภาพสูงขึ้น พร้อมที่จะหยั่งเห็นสัจธรรม

๓.  การเว้นจากการดื่มน้ำเมา  (มัชชปานา  จ  สัญญโม)

คำว่า มัชชะ  แปลว่า  น้ำเมา  ได้แก่ ของมึนเมาทุกชนิด  เช่น สุราและเมรัยที่ผ่านการกลั่น 

            การงดเว้น  คือ การไม่ดื่ม ไม่ทดลอง หรือชิม แม้กระทั้งการจับจ่ายซื้อขาย ก็ไม่ควรกระทำ  การงดเว้นจากการดื่มน้ำเมา  ทำให้เป็นผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ  สามารถควบคุมตนเองได้  ไม่เป็นผู้ประมาท  สามารถทำกิจการงานต่าง ๆ  ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วย  ตลอดทำให้การดำเนินชีวิตมีแต่ความสุข

การงดเว้นจากการดื่มน้ำเมาเป็นมงคล เพราะ

๑.   ทำให้มีทรัพย์สินมั่งคั่ง

๒.   ทำให้มีเกียรติยศชื่อเสียง

๓.   ทำให้มีสุขภาพดีอายุยืนยาว

๔    เป็นที่รักใคร่ชอบพอในกลุ่มเพื่อน

๕.   มีความรู้ไม่คลาดเคลื่อน                                           

————–๐๐๐—————

 

ดาวน์โหลดสื่อการสอน

เห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ โปรดแชร์....