ตอนที่ ๑ จงตอบคำถามด้วยคำหรือข้อความ โดยเขียนคำตอบลงในกระดาษคำตอบ รวม ๑๕ คะแนน
๑. นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต แปลว่า คนไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก
๒. โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ แปลว่า การฆ่าความโกรธได้ ย่อมอยู่เป็น
๓. โลกุตตรภูมิ คือ ชั้นที่พ้นจากโลก, ระดับแห่งโลกุตตรธรรม, ระดับจิตใจของพระอริยเจ้าอันพ้นแล้วจากโลกียภูมิ
๔. โลกียภูมิ คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในกาม, ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูป, ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูป คือยังไม่พ้นจากโลก
๕. กามภพ คือภพของสัตว์ผู้ยังเสวยกามคุณ ๕ คือรูป รส เป็นต้น ได้แก่ อบาย ๔ มนุษยโลก และกามาวจรสวรรค์ทั้ง ๖
๖. รูปภพ คือ ภพของสัตว์ผู้เข้าถึงรูปฌาน ได้แก่รูปพรหมทั้ง ๑๖
๗. อรูปภพ คือ ภพของสัตว์ผู้เข้าถึงอรูปฌาน ได้แก่อรูปพรหม ๔
๘. วิญญาณ คือส่วนที่เป็นความรู้แจ้งอารมณ์, ความรู้อารมณ์ทางอายตนะทั้ง ๖ มีการเห็น การได้ยิน เป็นต้น
๙. เวทนา คือ ส่วนที่เป็นการเสวยรสอารมณ์, ความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ
๑๐. สัญญา คือ ส่วนที่เป็นความกำหนดหมาย, ความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์ ๖ เช่นว่า ขาว เขียว ดำ แดงเป็นต้น
๑๑. การบริหารจิต คือ การฝึกจิตให้มีสมาธิ “สมาธิ” หมายถึง ความตั้งใจมั่นแห่งจิต หรือภาวะที่จิตมีเรื่องที่คิดเป็นหนึ่ง หรืออาการที่จิตแนบแน่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ
๑๒. ศีล คือ การรักษากายวาจาของตนให้เรียบร้อย เป็นผู้สงบกาย สงบวาจาไม่คะนองกาย ไม่คะนองวาจา
๑๓. คำว่า โยนิโสมนสิการ คือ การรู้จักคิด ทำใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยเหตุด้วยผล รู้จักแยกแยะอะไรดีอะไรชั่ว มองสิ่งต่างๆ ให้ถึงแก่น มิใช่เห็นเพียงกระพี้ ของบางอย่างดูดีภายนอก แต่ภายในอาจมีแต่ความชั่วร้ายก็ได้
๑๔. คำว่า ปรโตโฆษะ หมายถึง เสียงจากผู้อื่น คือ แรงชักจูงภายนอก ได้แก่ การรับฟังคำแนะนำ การเรียนรู้ การสนทนากับบุคคลอื่นผู้เปนกัลยาณมิตร บางครั้งคนเราอาจพลั้งเผลอทำผิดพลาดโดยไม่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ การรับฟังเสียงตักเตือนจากคนภายนอก แล้วนำมาไตร่ตรองย่อมเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย
๑๕. ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในพระโอวาทปาฏิโมกข์ มีใจความโดยย่อที่ชาวพุทธเราเข้าใจ ได้แก่
การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การทำแต่ความดี การทำจิตของตนให้บริสุทธิ์
ตอนที่ ๒ จงตอบคำถามด้วยการอธิบาย และแสดงความคิดเห็น ให้เข้าใจ (รวม ๓๐ คะแนน)
๑. ความคิด เป็นกรรมอย่างหนึ่งเรียกว่า “มโนกรรม” ถือว่าสำคัญกว่ากายกรรม วจีกรรม และพระพุทธเจ้าทรงแสดงวิธีคิดที่ดีที่ถูก เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” ไว้ ๑๐ ข้อ แต่อยากทราบข้อที่ว่า “คิดแบบรู้เท่าทันธรรมดา” คือคิดอย่างไร นักเรียนอธิบายพอให้เข้าใจ
คิดแบบรู้เท่าทันธรรมดา คือ คิดแบบไตรลักษณ์ๆ คือ ลักษณะ ๓ ประการ ที่ปรากฏแก่สังขาร คือสิ่งผสมต่างๆ ทุกชนิด ทั้งที่มีใจครอง เช่น คน สัตว์ และไม่มีใจครอง เช่น ต้นไม่ ภูเขา สิ่งเหล่านี้ผสมขึ้นจากองค์ประกอบของธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ของผสมเหล่านี้เกิดมาแล้วก็แปรเปลี่ยน และดับสลายไปตามกาลเวลา ไม่มีสิ่งไหน จีรังยั่งยืน หาตัวตนหรือหาเจ้าของมิได้ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ถึงเวลามันก็แปรเปลี่ยนดับสลายไป ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พระท่านจึงสอนว่า “มันเป็นเช่นนี้เอง” เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็รู้จัก “ปลง” คือไม่ยึดมั่นถือมั่นเกินกว่าเหตุ เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นเกินกว่าเหตุก็ไม่มีความทุกข์
๒. สมมติว่า… “เพื่อนของนักเรียนสอบวิชาพระพุทธศาสนาด้วยความมั่นใจว่าสอบผ่านแน่ เพราะเป็นวิชาง่าย ๆ
แต่ก็สอบไม่ผ่าน เพื่อนของนักเรียนมีความรู้สึกผิดหวัง เสียใจ” นักเรียนจะช่วยแก้ปัญหานี้อย่างไร?
ใช้หลักการคิดแบบ “โยนิโสมนสิการ”
เมื่อมองเห็นเพื่อนที่มีความรู้สึกผิดหวัง เสียใจ เราต้องเข้าใจในตัวของเขาไม่ใช่จะซ้ำเติม ควรแนะนำให้เขาเห็นถึงความไม่แน่นอนของทุกสิ่ง ความจริงในปัจจุบัน หรือวิชานี้เขาอาจจะประมาทไม่ตั้งใจดูหนังสือ ไม่สนใจถามปัญหากับเพื่อน เพราะคิดว่ามันง่ายเสียจริงๆ ฉะนั้นแล้ว เราผู้ที่เป็นเพื่อนกันก็ย่อมต้องมองให้เห็นถึงความจริงว่า ทุกสิ่งนั้นไม่แน่ไม่นอนวันนี้เขาสอบไม่ได้ วันหน้าถ้าเขาตั้งใจก็ย่อมต้องสอบได้ อาจจะปลอบใจกันให้กำลังใจกัน
๓. กาเมสุมิจฺฉาจาร กับ อพฺรหมจริยา ต่างกันอย่างไร โปรดชี้แจงให้ชัดเจน
ต่างกันดังนี้ กาเมสุมิจฉาจาร เป็นศีลข้อ ๓ ในศีลห้าใช้สำหรับคฤหัสถ์ ศีลข้อนี้ ห้ามไม่ให้ประพฤติผิดในกามคือไม่ให้ประพฤติล่วงเกิน ลูก หรือสามี ภรรยาของคนอื่น แต่กับสามีหรือภรรยาของตนไม่เป็นไร ไม่ผิดศีลข้อนี้
ส่วน อพรหมจริยา เป็นศีลข้อ ๓ ในศีลแปดใช้สำหรับบรรพชิต ศีลข้อนี้ ให้เว้นจากการกระทำที่มิใช่พรหมจรรย์คือตัดขาดจากการกามคุณ
๔. ขอให้นักเรียนอธิบายคำว่า “สังขาร” ว่ามันคืออะไร และมันเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างไรกับวิญญาณ เวทนา
และสัญญา และสังขารนี้ก่อให้เกิดผลเช่นไร ?
สังขาร คือ สิ่งที่ปรุงแต่งจิต หรือสิ่งกระตุ้นผลักดันให้มนุษย์กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง อาจเรียกได้ว่าเป็นแรงจูงใจ สังขารเป็นผลรวมของวิญญาณ เวทนา และสัญญา เช่น ตารับรู้วัตถุสิ่งหนึ่ง (วิญญาณ) รู้สึกว่าสวยงดงาม (เวทนา) จำได้ว่าเป็นวัตถุสีสดขนาดเล็ก (สัญญา) แล้วเกิดแรงจูงใจผลักดันให้เอื้อมมือไปหยิบเพราะความอยากได้ ในขั้นตอนนี้เรียกว่า “สังขาร” สังขารจึงเป็นขั้นตอนที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมทั้งดีและชั่ว
๕. การบริหารจิตด้วยการทำสมาธิมีประโยชน์อย่างไร ให้นักเรียนนำมากล่าว ๒ – ๓ หัวข้อ พอเข้าใจ
๑. ทำให้จิตใจสบายหายเครียด มีความสุขผ่องใส
๒. หายจากการวิตกหวาดกลัว หายกระวนกระวาย
๓. นอนหลับง่าย หลับสนิทไม่ฝันร้าย สั่งตัวเองได้ เช่น กำหนดให้หลับได้ ตื่นตามเวลาที่ต้องการ
๖. พระไตรปิฎกที่บันทึกเป็นภาษาบาลีได้มีฉบับแปลแล้วหลายสำนวน นักเรียนผู้ที่ใคร่ศึกษาพึงหามาศึกษาค้นคว้าได้
จากสื่อใดได้บ้าง
หาได้จากหนังสือ หรือ CD – ROM หรือจาก Internet ซึ่งสามารถค้นคว้าหาความรู้ได้ตามต้องการ และยังสามารถจะตามค้นจากพระไตรปิฎกฉบับย่อความก็ได้ เช่น
๑. พระไตรปิฎกสำหรับประชาชน โดย สุชีพ ปุญญานุภาพ
๒. คำบรรยายพระไตรปิฎก โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก เป็นต้น
๗. จงขยายความพุทธสุภาษิตนี้ คือ “อตฺตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถญฺญมนุสฺสาสติ” แปลว่า ถ้าพร่ำสอนผู้อื่นฉันใด
ก็ควรทำตนเช่นนั้น.
คำโบราณกล่าวว่า “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” หมายความว่า สอนผู้อื่นได้ แต่สอนตัวเองไม่ได้ เพราะใจตนเองสอนยาก สอนใจผู้อื่นสอนง่าย รักชั่วรักง่าย รักดีรักยาก ความดีทำยาก ความชั่วทำง่าย คนดีทำชั่วยาก คนชั่วทำดียาก
รวมความว่า สอนผู้อื่นให้ทำดีอย่างไร ตนเองควรทำให้ได้อย่างนั้น จะได้ไม่ลำบากใจภายหลัง
๘. จงขยายความพุทธสุภาษิตนี้ คือ “อตฺตนา โจทยตฺตานํ” แปลว่า จงเตือนตน ด้วยตนเอง.
การสร้างจิตสำนึกที่ดีงามไว้ในใจของตนแล้ว นำมาใช้ประโยชน์ในกิจการ และเวลาที่เหมาะสมกับตนเอง ชื่อว่าได้ทำในสิ่งที่ควรทำ ได้ในคำว่า
“จงเตือนตนของตนให้พ้นผิด ตนเตือนจิตตนได้ใครจะเหมือน
ตนเตือนตนไม่ได้ใครจะเตือน ตนแชเชือนใครจะช่วยให้ป่วยการ”
จงตั้งใจทำดีด้วยตัวเองเถิด
๙. ให้นักเรียนอธิบายคำต่อไปนี้ “ให้ทานแก่บุคคลควรให้” ให้อย่างไร? “ให้ในสิ่งที่ควรให้” ให้อย่างไร?
ให้ทานแก่คนที่ไม่ควรให้นั้น นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์แล้วยังอาจเป็นโทษด้วย เช่น คนที่ดื่มเหล้าจนเมามายแล้วมาขอเงินเราเพื่อไปซื้อมาดื่มอีก อย่างนี้ไม่ควรให้ แต่ถ้าเป็นคนเจ็บ คนชรา สตรีมีครรภ์ อย่างนี้เราควรทำให้ แต่นักเรียนต้องใช้เหตุผลไตร่ตรองพิจารณาเป็นรายๆ ไป
ให้ในสิ่งที่ควรให้ ของที่เราให้ทานนั้นต้องเป็นของบริสุทธิ์ และได้มาโดยชอบธรรม ไม่ได้ขโมยหรือฉ้อโกงเขามา และจะต้องไม่มีพิษมีภัย มีแต่ประโยชน์แก่ผู้รับ เช่น เราไม่ควรให้อาวุธหรือยาเสพติดแก่ใคร เพราะการให้สิ่งที่เป็นโทษแก่ผู้รับนั้น ไม่ถือว่าเป็นทาน แต่เป็นการทำร้าย
๑๐. คำว่า “คนหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น” ความข้อนี้ต้องการชี้ให้เห็นอะไร
กฎแห่งกรรมแห่งปัจจัยสัมพันธ์ เป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องต้องกัน เหตุมีเช่นไร ผลย่อมมีเช่นนั้น เปรียบเสมือนเอาเมล็ดพืชพันธุ์ใดเพาะลงในดิน ก็ย่อมออกมาเป็นพืชเช่นนั้น ในความข้อนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึงเหตุและผลของการกระทำของมนุษย์ๆ ทำกรรมเช่นใดไว้ ก็ย่อมต้องได้รับกรรมนั้น จะช้าหรือเร็วก็ย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกาลเวลา




