เรื่อง ประวัติและความสำคัญของพระพุทธศาสนา
ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
1. รู้และเข้าใจความเป็นมาการนับถือและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศเพื่อนบ้าน
2. วิเคราะห์สถานการณ์ในปัจจุบันของพระพุทธศาสนาในประเทศเพื่อนบ้าน
3. เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวัฒนธรรมไทยและเอกลักษณ์ของชาติ
สาระการเรียนรู้
- การเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการนับถือพระพุทธศาสนาของประเทศ
เพื่อนบ้าน
1.1 พระพุทธศาสนาในประเทศสหภาพพม่า
สันนิษฐานว่าพระพุทธศาสนาได้เข้ามาในประเทศพม่า สมัยเดียวกับประเทศไทย คือ ประมาณก่อน พ.ศ. 300 โดยพระเจ้าอโศกมหาราช ได้ส่งสมณฑูต คือ พระโสณะและพระอุตระ เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ ประมาณ พ.ศ. 234 – 235
พระพุทธศาสนาที่เข้ามาในระยะแรกเป็นแบบนิกายเถรวาท หรือหินยาน ประดิษฐานอยู่ในพม่าใต้ คือ มอญในครั้งนั้น มีเมืองหลวงคือเมืองสะเทิมหรือสุธรรมบุรี ส่วนพม่าเหนือมีเมืองพุกามเป็นเมืองหลวง ได้รับเอาพระพุทธศาสนาแบบมหายาน หรืออาจริยวาทซึ่งเผยแผ่มาจากแคว้นเบงกอลและโอริสสาของอินเดีย
ประมาณพุทธศตวรรษ ที่ 16 (พ.ศ. 1587) พระเจ้าอนุรุทธมหาราช หรือ อโนรธามังช่อ) ขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงรวบรวมดินแดนของพม่าให้เป็นแผ่นดินเดียวกัน และทรงสถาปนาเมืองพุกามขึ้นเป็นธานี และพระองค์ทรงศรัทธาเลื่อมในในนิกายเถรวาทมากกว่ามหายาน จึงได้ส่งพระราชสาสน์ไปถึงพระเจ้ามนูหะ ผู้ครองเมืองสุธรรมวดี ทูลขอพระไตรปิฏกไปยังเมืองพุกามแต่ว่าพระเจ้ามนูหะไม่ยินยอม จึงเกิดการสู้รบกัน และพระเจ้าอนุรุทธะทรงชนะแล้วได้ทำลายเมืองสุธรรมวดี และนำพระสงฆ์มอญและพระไตรปิฎกขึ้นไปเมืองพุกาม ส่งผลให้พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทได้แผ่ขยายไปทั่วอาณาจักรพม่านับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ใน พ.ศ. 1733 ในสมัยพระเจ้านรปติสิทธุ ได้ส่งพระภิกษุสามเณรไปนำเอาพระพุทธศาสนาแบบลังกามาเผยแผ่ในพม่า พ.ศ.1827 – 1830 พม่าถูกรุกรานจากพวกมองโกล ทำให้อาณาจักรต่างๆ แยกตัวเป็นอิสระ โดยเฉพาะมอญ พระพุทธศาสนาจึงเสื่อมลง
สมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ (พ.ศ. 2003 – 2004) ขึ้นครองราชย์ ได้เริ่มฟื้นฟูพระพุทธศาสนาใหม่ ได้ส่งพระสงฆ์และฆราวาสเดินทางไปลังกา แล้วไปบวชใหม่ และนำพระพุทธศาสนากลับมาเมืองพม่าอีก หลังจากนั้นพระพุทธศาสนาในพม่าก็มีความเจริญและเสื่อมลงสลับกันไปตามเหตุการณ์บ้านเมือง
พระพุทธศาสนาได้รับการทำนุบำรุงอีกครั้งหนึ่งในสมัยพระเจ้ามินดง (พ.ศ. 2395 – 2420) พระองค์ได้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการการทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 5 ณ เมืองมัณฑเลย์ และให้จารึกพระไตรปิฎกลงบนแผ่นหินอ่อน และทำสถูปครอบไว้ ซึ่งขณะนี้ยังปรากฏอยู่ที่เชิงเขาเมืองมัณฑะเล
พ.ศ. 2429 พม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ สถาบันกษัต-ริย์ถูกล้มลง ส่งผลให้พระพุทธศาสนาได้รับการกระทบกระเทือนไปด้วย แต่ว่าชาวพม่าก็ยังเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอยู่
พ.ศ. 2491 พม่าได้รับเอกราช พระพุทธศาสนาได้รับการทะนุบำรุง
พ.ศ. 2493 ได้ทำการสังคายนาพระไตรปิฎก โดยอาราธนาพระจากประเทศอินเดีย ลังกา เนปาล ไทย กัมพูชา ลาว และปากีสถาน ไปทำสังคายนาร่วมกับพระสงฆ์พม่าอีก 500 รูป
พ.ศ. 2504 รัฐบาลออกกฎหมายรับรองให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ตั้งแต่นั้นมา
1.2 พระพุทธศาสนาในประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา
แรกเดิมชาวกัมพูชานับถือศาสนาพราหมณ์และฮินดู และมานับถือพระพุทธศาสนาทีหลัง พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้ามาสู่ประเทศกัมพูชา ราวพุทธศตวรรษที่ 8 ในช่วงอาณาจักรฟูนันกำลังรุ่งเรือง โดยได้รับเอานิกายมหายานมานับถือ เพราะในสมัยนั้นได้มีการติดต่อค้าขายกับประเทศจีนและอินเดีย จึงได้รับอิทธิพลศาสนามหายานมาด้วย หลังจากอาณาจักรฟูนันสิ้นอำนาจลง อาณาจักรเจนละ ได้เข้ามามีอำนาจและรุ่งเรือง แต่ว่ายังนับถือศาสนาฮินดูอยู่
พระพุทธศาสนาได้เข้ามาสู่อาณาจักรกัมพูชาในสมัยพระเจ้าชัยวรมัน (พ.ศ. 1021 – 1057) เป็นครั้งแรก แต่ว่าไม่ได้รับการนับถือเต็มที่ เพราะยังมีการนับถือศาสนาพราหมณ์อยู่ พระพุทธศาสนาและศาสนาพรามหณ์ได้รับการนับถือคู่กันมีความเจริญและความเสื่อมไม่คงที่ อยู่ที่กษัตริย์ในสมัยนั้นจะทรงนับถือศาสนาใด พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่งในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 (พ.ศ. 1511 – 1544) โดยมีการส่งเสริมการปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนาและได้นำคัมภีร์จากต่างประเทศมาสู่อาณาจักรเป็นจำนวนมาก
ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (พ.ศ. 1545 – 1593) ทรงนับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายานที่ได้รับอิทธิพลจากนครศรีธรรมราชอย่างเคร่งครัด จนถึงในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ( พ.ศ. 1724 – 1761) ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 พระพุทธศาสนาแบบมหายานได้เจริญรุ่งเรืองเต็มที่ ให้สร้างวัดมหายาน ทรงตั้งลัทธิพุทธราชแทนลัทธิเทวราช ให้สร้างนครธม เป็นราชธานี ให้สร้างวิหาร “ปราสาทบายน” ให้สร้างพระพุทธรูปชื่อว่า “พระชัยพุทธมหานาถ” ประดิษฐานไว้ตามเมืองต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร ทรงนิมนต์พระสงฆ์เข้าไปบิณฑบาตในพระราชวังทุกวัน ๆ ละ 400 รูป
เมื่อสิ้นยุคยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แล้ว พระพุทธศาสนามหายานได้เสื่อมลง และพระพุทธศาสนาหินยาน ได้เจริญเข้ามาแทนที่
พ.ศ. 2384 ในสมัยพระเจ้าหริรักษ์รามาธิบดี ได้นำนิกายธรรมยุติจากเมืองไทยไประดิษฐาน ได้จักตั้งโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรมชั้นสูงในกรุงพนมเปญ ที่ชื่อว่า “ศาลาบาลีชั้นสูง”
พ.ศ. 2410 กัมพูชา ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส พระพุทธศาสนาได้เสื่อมลง
พ.ศ. 2497 กัมพูชา ได้รับเอกราชในสมัยพระเจ้านโรดมสีหนุ พระพุทธศาสนาได้เริ่มต้นขึ้นอีก และได้ประกาศเป็นศาสนาประจำชาติ
หลังจากนั้นกัมพูชาได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองกองทัพคอมมิวนิสต์ พระพุทธศาสนาจึงได้ถึงภาวะวิกฤตอีก ด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองไม่มีความสงบสุข พระพุทธศาสนาในประเทศกัมพูชา จึงไม่ได้รับการเอาใจใส่อย่างเต็มที่
1.3 พระพุทธศาสนาในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
จากการสันนิษฐาน พระพุทธศาสนานิกายมหายานได้เข้ามาสู่ประเทศลาวในตอนแรก ราวพุทธศตวรรษที่ 7 (นิกายตันตระ) มีการนับถือผีสาง ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากจีน เมื่อถึงสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มขึ้นครองราชย์ (พ.ศ. 1890) เป็นกษัตริย์องค์แรก พระองค์ได้รับเอาพระพุทธศาสนามาจากกัมพูชามานับถือ โดยได้ไปรับราชการอยู่ในราชสำนักของพระเจ้ากรุงอินทปัตถ์ของขอม (พระเจ้าศรีจุลราช) แล้วได้อภิเษกสมรสกับพระราชธิดาของพระองค์ คือพระนางแก้วยอดฟ้า ซึ่งนับถือพุทธแบบเถรวาท เมื่อย้ายมาอยู่อาณาจักรล้านช้าง พระนางเห็นชาวเมืองนับถือบูชาลัทธิผีสางเทวดา จึงให้เจ้าฟ้างุ้มไปทูลขอพระสงฆ์ผู้แตกฉานในพระธรรมและพระไตรปิฎกจากกัมพูชามาเผยแผ่ในราชอาณาจักรลาว
พระเจ้ากัมพูชา ได้ทรงส่งพระมหาปาสมัตเถระและพระมหาเทพลังกากับพระสงฆ์อีก 20 รูปและนักปราชญ์ผู้เรียนจบพระไตรปิฎกอีก 3 คน และพระราชทานพระพุทธรูป “พระบาง” และหน่อพระศรีมหาโพธิ์ และช่างหล่อพระพุทธรูปไปมาถวายเจ้าฟ้างุ้มด้วย แต่นั้นมาพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทได้เจริญอยู่ในประเทศลาว และได้เป็นศาสนาประจำชาติ กษัตริย์ลาวแต่นั้นมาได้ทรงเอาใจใส่ต่อพระพุทธศาสนาสืบต่อกันมา โดยได้สร้างวัดและโรงเรียน หอสมุดเกี่ยวกับการค้นคว้าพระไตรปิฎกหลายแห่ง
ในสมัยรัชกาลของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช (พ.ศ. 2091 – 2114 ) เป็นกษัตริย์มหาราชองค์ที่ 2 ของลาว พระพุทธศาสนาได้รุ่งเรืองสุดขีด พระองค์ได้โปรดให้สร้างศาสนสถานมากมาย เช่น พระธาตุหลวง พระธาตุบังพวน ที่ จ.หนองคาย พระธาตุศรีสองรัก จ. เลย พระธาตุศรีโคตรบูรที่แขวงคำม่วน พระธาตุอิงรัง ที่แขวงสุวรรณเขต วัดพระธาตุ และวัดศรีเมือง จ.หนองคาย และทรงปฏิสังขรณ์พระธาตุพนม และได้สร้างพระพุทธรูปอีกหลายองค์ เช่น พระเจ้าองค์ตื้อ ที่เวียงจันทน์ พระเจ้าองค์ตื้อ ที่ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย พระเสริม พระสุก และพระใส พระอินทร์แปลง พระอรุณ พระองค์แสน กล่าวได้ว่าศาสนสถานที่ลาวได้สร้างขึ้นในสมัยพระองค์ทั้งนั้น หลังจากรัชสมัยพระเจ้าไชยเชษฐา พระพุทธศาสนาเป็นไปตามปกติ พ.ศ. 2436 ลาวตกอยู่ในความปกครองของฝรั่งเศส พระพุทธศาสนาก็ตกอยู่ในสถานะที่เสื่อมโทรมไปบ้าง พ.ศ. 2492 ลาวได้รับเอกราช พระพุทธศาสนาจึงได้รับการฟื้นฟูขึ้นอีก
ประเทศไทยกับลาวมีความสัมพันธ์กัน ประเพณีวัฒนธรรมทางศาสนามีความเหมือนกัน แต่ว่าเหตุการณ์ในประเทศลาวไม่ค่อยมีความสงบสุข พระพุทธศาสนาก็ไม่ได้รับการนับถือ แต่ว่าคนลาวก็ไม่ทิ้งพระพุทธศาสนา ฯ
1.4 พระพุทธศาสนาในประเทศสาธารณรัฐสังคมเวียดนาม
พระพุทธศาสนาในประเทศเวียดนามได้รับการเผยแผ่มาจากประเทศจีน ในพุทธศตวรรษที่ 8 เป็นนิกายมหายาน โดยการสัมพันธ์กันมายาวนาน แต่ว่าไม่นิยมเป็นที่นับถือมากนัก
พ.ศ. 1512 พระเจ้าดินห์โงดินห์ ขึ้นครองราชย์ พระพุทธศาสนามหายานได้รับการฟื้นฟูอย่างแพร่หลาย มาถึงราชวงศ์ดินห์ ราชวงศ์ลี ราชวงศ์เล มหายานเจริญเต็มที่ เพราะได้รับอิทธิพลมาจากพระสงฆ์ที่ทรงมีความรอบรู้วิชาการต่าง ๆ เช่น กฎหมาย วรรณคดี รัฐศาสตร์ จริยศาสตร์ ปรัชญา โหราศาสตร์ แพทยศาสตร์ ประชาชนจึงมีความเคารพศรัทธาในพระสงฆ์เป็นอย่างสูง
มาถึงราชวงศ์ตรัน เวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของจีน ได้นำลัทธิขงจื้อและลัทธิเต๋ามาเผยแผ่ ทำให้มหายานเสื่อมลง มีการขัดขวางการเผยแผ่มหายาน สั่งทำให้รื้อทำลายวัดวิหารและยึดคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
ในราชวงศ์เล (ตอนปลาย) พระพุทธศาสนามั่วหมองมากขึ้น เพราะพระภิกษุไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และพระกษัตริย์ไม่ได้เอาใจใส่ฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ทำให้ประชาชนหมดศรัทธาไป ช่วงราชวงศ์ตรินห์ เวียดนามได้แย่งชิงอำนาจกัน และได้นำพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือ มีการใช้เวทย์มนต์คาถาและอภินิหารแข่งกัน
ภายหลังได้รับเอาพุทธศาสนานิกายหีนยานจากกัมพูชา จึงปรากฏว่าในเวียดนามมีพระพุทธศาสนาทั้งนิกายมหายานและหีนยาน
พ.ศ. 2426 เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ถูกบังคับให้ไปนับถือคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
แต่นั้นมาพระพุทธศาสนาจงเสื่อมไปจากเวียดนาม เพราะความวุ่นวายทางการเมือง และภาวะสงครามซึ่งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาฯ
1.5 พระพุทธศาสนาในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้ามาสู่ประเทศอินโดนีเซีย ในคราว พุทธศตวรรษที่ 3 ครั้งที่พระเจ้าอโศกมหาราช ส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนาในแถบสุวรรณภูมิ ช่วงแรกเป็นนิกายแบบเถรวาท
พระพุทธศาสนาปรากฏชัดเจนในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 เพราะได้เกิดอาณาจักรศรีวิชัย ตั้งแต่ทางภาคใต้ของไทย รวมทั้งประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซียทั้งหมด อาณาจักรนี้ นับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายานอย่างแพร่หลาย เพราะได้พบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับนิกายนี้มากมาย เช่นรูปพระโพธิสัตว์ พุทธศตวรรษที่ 19 อาณาจักรศรีวิชัยเสื่อมลง ศาสนาฮินดูเข้ามาเจริญรุ่งเรืองแทน
ต่อจากนั้นพระครอบครองอาณาจักร ทรงมีศรัทธาในศาสนาอิสลามมาก ทรงประกาศห้ามศาสนาอื่นมาเผยแผ่และประกาศให้ศาสนา อิสลามเป็นศาสนาประจำชาติของชาวอินโดนีเซียมาถึงปัจจุบัน
แต่ว่ายังมีประชาชนนับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทหรือหินยานอยู่ โดยมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งชาวชวามีความเลื่อมใสในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาได้ไปอุปสมบทในพม่าเมื่อ พ.ศ. 2497 นาม “พุทธรักขิต” แล้วกลับไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในชวา เกาะสุมาตรา เซลีเบสและเกาะบาหลี แบบเถรวาท ทั้งได้นิมนต์พระไทย กัมพูชา พม่า และลังกา ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา และได้ประกอบพิธีวิสาขบูชาร่วมกันที่พุทธวิหารโบโรพุทโธ
1.6 พระพุทธศาสนาในประเทศมาเลเซีย
พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่มาเลเซีย ช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 เช่นเดียวกับไทย ช่วงแรกเป็นแบบเถรวาท หลังจากได้เกิดอาณาจักรอาณาจักรศรีวิชัย จึงได้รับนิกายมหายานเข้าไปเผยแผ่
พ.ศ. 1837 พ่อขุนรามคำแหงมหาราช แห่งอาณาจักรไทย ได้แผ่อาณาจักรไปทางภาคใต้ของไทย จึงได้นำพระพุทธศาสนาแบบไทยไปเผยแผ่ด้วย แต่ว่าไม่ได้รับความสนใจนัก เพราะประชาชนยังนับถือพระพุทธศาสนามหายานอยู่
นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา พระพุทธศาสนาเสื่อมลงดังในประเทศอินโดนีเซีย เพราะกษัตริย์ศรัทธานับถือศาสนาอิสลาม จึงทำให้ประชาชนต้องนับศาสนานั้นด้วย จนกลายเป็นศาสนาประจำชาติ ในช่วงหลังได้มีพระสงฆ์จากไทย ศรีลังกา พม่า เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท จึงทำให้พระพุทธศาสนาได้รับการฟื้นฟูอยู่บ้าง ส่วนมากเป็นผู้ที่มีเชื้อสายมาจากชาวจีน ลังกา พม่า และไทย มีวัดหรือสำนักสงฆ์ตั้งอยู่เป็นบางแห่ง เช่น ที่เมืองกัวลาลัมเปอร์และเมืองปีนังมีวัดไทยอยู่และมีพระสงฆ์ไทยไปจำพรรษาอยู่ที่นั่น วัดไทยที่เมืองกัวลาลัมเปอร์สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2503 ด้วยความรวมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลมาเลเซีย ชื่อวัดเชตวัน วัดไทยที่ปีนัง ชื่อวัดไชยมังคลาราม
1.7 พระพุทธศาสนาในประเทศสิงคโปร์
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศสิงคโปร์มีลักษณะเช่นเดียวกับประเทศมาเลเซีย เพราะแต่ก่อนเคยอยู่ร่วมเป็นประเทศเดียวกันมาก่อน และได้แยกตัวเป็นประเทศอิสระเมื่อ พ.ศ. 2508
ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่เดินทางมาค้าขาย แล้วตั้งรกรากอยู่ที่นั้น แล้วได้นับถือนิกายมหายานมาด้วย ซึ่งเป็นศาสนาที่แพร่หลายมากในประเทศนี้ มีวัดมหายานอยู่หลายแห่งรวมทั้งสมาคมทางศาสนา ซึ่งทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนา ตั้งโรงเรียนสอนหนังสือและรับผิดชอบเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วย ในปัจจุบัน ยังมีคนนับถือนิกายเถรวาทอยู่บ้าง แต่ไม่มากเหมือนมหายาน ซึ่งมีวัดที่ไทยและวัดลังการวมอยู่ด้วย วัดไทยที่สำคัญมี 2 วัด คือ วัดอนันทเมตยาราม สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2479 และวัดป่าเลไลยก์ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2506 ในปัจจุบันมีผู้คนเข้าไปอาศัยอยู่ในประเทศสิงคโปร์มาก จึงมีผู้นับถือศาสนาทั้งคริสต์ อิสลาม และพุทธศาสนารวมกันฯ
2. ความสำคัญของพระพุทธศาสนาที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจอันดีกับ
ประเทศเพื่อนบ้าน
การบริหารประเทศชาติบ้านเมืองต้องมีกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ เพื่อใช้กับประชาชนให้ปฏิบัติอยู่ในกฎเกณฑ์เดียวกัน จึงจะทำให้ทุกคนอยู่ในประเทศได้อย่างสันติสุข การคบค้าสมาคมกับประเทศเพื่อนบ้านก็เหมือนกัน ต้องมีข้อปฏิบัติเพื่อให้เกิดสันติไมตรีขึ้น พระพุทธศาสนามีหลักการและข้อปฏิบัติที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจอันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน จนทำให้เกิดสันติไมตรี ดังที่เราได้นำมาปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งได้แก่หลักใหญ่ ๆ ดังนี้
1. การรู้จักคบมิตร
หลักนี้ควรนำมาใช้เพื่อให้รู้จักว่าประเทศใดเป็นมิตรแท้หรือมิตรเทียมจะได้กำหนดการวางนโยบายให้เหมาะสมกับกาลเทศะ
1.1 ลักษณะของมิตรเทียม ผู้ที่เป็นศัตรูในร่างมิตร
1. คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
2. ยอมเสียน้อย โดยหวังจะเอาให้มาก
3. ตัวมีภัย จึงมาช่วยทำกิจของเพื่อน
4. คบเพื่อน เพราะเห็จแก่ผลประโยชน์
1.2 ลักษณะของมิตรแท้ ผู้ที่เป็นมิตรที่จริงใจ
1. เพื่อนประมาท ช่วยรักษาเพื่อน
2. เพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์ของเพื่อน
3. เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งพำนักได้
4. มีกิจจำเป็น ช่วยออกทรัพย์สินให้เกินกว่าที่ออกปาก
ลักษณะทั้ง 2 นี้ เป็นเพียงลักษณะสำหรับสังเกตมิตรในระหว่างบุคคลในกลุ่มเดียว เราอาจจะถือหลักการคบและการไม่คบได้ และถ้าจำเป็นก็อาจจะหลีกไปที่อื่น
2. การใช้สังคหวัตถุธรรม 4
หลักนี้เป็นหลักสร้างความรัก สร้างความเป็นมิตรให้เกิดกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ
1. ทาน ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศเพื่อนบ้านในยามที่เพื่อนบ้านเดือดร้อนอย่างในกรณีเกิดการอพยพของชาวญวน เขมร และลาว ที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบในบ้านเมืองหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย ประเทศเราได้ให้ความช่วยเหลือ เพื่อเห็นแก่มนุษยธรรม เป็นต้น ทานนี้อาจจะใช้กับมิตรประเทศที่เกิดความเดือดร้อน เช่น ถูกน้ำท่วม เกิดทุพภิกขภัยด้วย
2. ปิยวาจา ควรเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านด้วยคำเจรจาที่สร้างสัมพันธไมตรีออันดีมีเหตุผล
3. อัตถจริยา การบำเพ็ญประโยชน์ต่อประเทศเพื่อนบ้านโดยร่วมมือกันสร้างประโยชน์ เช่น การร่วมมือของประเทศในกลุ่มอาเซียนในด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เป็นต้น
4. สมานัตตา การวางตัวเหมาะสมต่อประเทศเพื่อนบ้าน บางทีก็ต้องคบเพื่อนให้เกิดความเป็นมิตร หรือรักษาความสมดุลในทางการเมืองระหว่างประเทศ อันจะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ
3. การใช้หลักการทูต 8 อย่าง
1. การรับฟังผู้อื่น การรับฟังผู้อื่นทำให้เราได้ทราบความคิดเห็นและความต้องการของผู้ที่ติดต่อเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการสร้างความเข้าใจกับเพื่อนบ้านให้ได้ดียิ่งขึ้น
2. การให้ผู้อื่นรับฟัง ต้องมีการฝึกฝนวาทศิลป์ให้รู้จักโน้มน้าวให้ผู้อื่นรับฟังความคิดเห็นของเรา ได้แก่ การพูดให้ตรงประเด็น พูดให้ชัดเจน พูดให้มีหลักฐาน พูดให้สมานไมตรี และพูดเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน เป็นต้น
3. การเรียนรู้เป็นอย่างดี หมายถึง การรู้ภาษาที่จะเจรจากันได้ การรู้จักขนบธรรมเนียมประเพณี กฎระเบียบ ตลอดจนชีวิตจิตใจ และความเป็นอยู่ของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน
4. มีความทรงจำดี ผู้ที่จะทำหน้าที่ทูตต้องมีความจำแม่นยำ สามารถหยิบยกข้อความมาอ้างได้ถูกต้องตามกาลเทศะต่าง ๆ
5. เรียนรู้เอง ผู้ที่ทำหน้าที่ทูตจำเป็นต้องรู้เรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างถ่องแท้ ซึ่งการเรียนรู้นี้ต้องอาศัยการเรียนรู้เองเป็นส่วนสำคัญ
6. ให้ผู้อื่นเรียนรู้ด้วย ผู้ที่ทำหน้าที่สร้างความเข้าใจอันดีกับประเทศเพื่อนบ้านย่อมสมควรทำหน้าที่เผยแพร่สิ่งที่ตนได้รู้ได้ทราบในทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อกันด้วย
7. เป็นผู้ฉลาดต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ คือรู้ว่าสิ่งใดที่เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และเลือกปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่ตกหลุมพรางของประเทศที่ไม่เป็นมิตร
นอกจากหลักธรรมเหล่านี้แล้ว พระพุทธศาสนายังมีลักษณะที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ได้แก่ ความไม่เบียดเบียน การยึดทางสายกลาง และความสำนึกในความเป็นชาวพุทธ ซึ่งถือว่าเป็นหลักการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีกับประเทศเพื่อน ซึ่งพระมหากษัตริย์และประชาชนได้ยึดปฏิบัติมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
3. ความสำคัญของพระพุทธศาสนาต่อสังคมไทย
พระพุทธศาสนาอยู่คู่กับสังคมไทยมานาน วิถีชีวิตของชาวไทยส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ชาวไทยร้อยละ 95 นับถือพระพุทธศาสนา ได้นำหลักการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางแห่งการดำเนินชีวิตจนกลายเป็นรากฐานทางวัฒนธรรม และเอกลักษณ์มรดกของชาติไทยตราบเท่าทุกวันนี้
ในชั้นนี้ นักเรียนจะได้ศึกษาความสำคัญของพระพุทธศาสนาต่อสังคมไทยเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้
1. พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานของวัฒนธรรม
สังคมไทยมีหลักปฏิบัติและวิถีชีวิตอยู่บนหลักของพระพุทธศาสนา ซึ่งได้ยึดถือและปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน หลักธรรมคำสอนและความเชื่อตลอดจนแนวปฏิบัติตนตามหลักศาสนาได้ซึมซาบอยู่กับวิถีชีวิตของคนไทยทุกคน จึงกล่าวได้ว่าสังคมไทยทุกระดับได้รับเอาความเชื่อทางศาสนามาเป็นแบบอย่างแห่งการดำเนินชีวิตจนก่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมขึ้นมา เพื่อความเข้าใจจะได้นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องความสำคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวัฒนธรรม ดังนี้
วัฒนธรรม หมายถึงสภาพและลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงามในด้านวิถีชีวิต ความคิด การปรับตัว ความเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นสิ่งที่แสดงออกให้เห็นถึงวิธีการดำเนินชีวิตของคนในสังคม ซึ่งได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ซึ่งมี 2 ประเภท ได้แก่ วัฒนธรรมด้านวัตถุและวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุ
วัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา
วัฒนธรรมไทยที่มีบ่อเกิดมาจากพระพุทธศาสนา มี 4 ด้านใหญ่ๆ ได้แก่ ด้านภาษา ด้านศิลปกรรม ด้านประเพณี และด้านจิตใจ
1. วัฒนธรรมไทยที่มีบ่อเกิดมาจากพระพุทธศาสนา ด้านภาษาและวรรณกรรม
ภาษาที่ใช้กันในปัจจุบันในประเทศไทย มีแหล่งกำเนิดมาจากพระพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเป็นพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทได้นำภาษาบาลีเข้ามา ถ้าเป็นฝ่ายมหายาน ได้นำภาษาสันสกฤตเข้ามาใช้ เช่น คำที่ใช้เรียกชื่อต่าง ๆ ชื่อคน ชื่อเมือง ชื่อบ้าน และชื่อสถานที่ราชการ เป็นต้น
วรรณกรรมของไทยที่มาจากพระพุทธศาสนา ได้แก่ ไตรภูมิพระร่วง ปฐมสมโพธิกถา มหาชาติคำหลวง เป็นต้น
2. วัฒนธรรมไทยที่มีบ่อเกิดมาจากพระพุทธศาสนา ด้านศิลปกรรม
ศิลปกรรม คือ งานสร้างสรรค์ที่มนุษย์ได้จัดสร้างหรือประดิษฐ์ขึ้น ที่มีอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนา ได้แก่ งานจิตรกรรม ได้แก่ การเขียนภาพ ลวดลายไทย งานปฏิมากรรม ได้แก่ การปั้น การหล่อ และการสลักรูป งานวรรณกรรม ได้แก่ การประพันธ์ร้อยแก้ว ร้อยกรอง สถาปัตยกรรม การออกแบบ การก่อสร้าง และนาฏศิลป์ ดุริยางศิลป์ ได้แก่ การขับร้อง ฟ้อนรำ เป็นต้น ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น
3. วัฒนธรรมไทยที่มีบ่อเกิดมาจากพระพุทธศาสนา ด้านประเพณี
ประเพณี คือ แบบแผนที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน ประเพณีสำคัญ ๆ ของไทยที่สืบทอดมาจากพระพุทธศาสนา เช่น วันสำคัญทางศาสนา ได้แก่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา ประเพณีอื่นๆ เช่น การบวช นาค การทำบุญเนื่องในวันต่างๆ เช่นครบรอบวันเกิด ครบรอบวันแต่งงาน การทำบุญอุทิศแก่ผู้ตายและประเพณีทำบุญต่างๆ เช่น การตักบาตร การถวายสังฆทาน การถวายสลากภัต การทอดผ้าป่า การทอดกฐิน การถวายผ้าอาบน้ำฝน เป็นต้น
4. วัฒนธรรมไทยที่มีบ่อเกิดมาจากพระพุทธศาสนา ด้านจิตใจ
คนไทยมีลักษณะนิสัยเฉพาะตัว ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนา เช่น ความโอบอ้อมอารี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเมตตา ความเคารพอ่อนน้อม ความอดทน รักอิสระ รักสันโดษ ชอบช่วยเหลือตนเอง ไม่มีการบังคับข่มเหงซึ่งกันและกัน ยิ้มง่าย ใจดี เป็นต้น จนได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย
พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นบ่อเกิดวัฒนธรรมทั้งด้านวัตถุและไม่ใช่วัตถุ เห็นได้ดังนี้
1. วัฒนธรรมด้านวัตถุทางพระพุทธศาสนา
ได้แก่ ศิลปกรรมสาขาต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย ที่เป็นผลงานสร้างสรรค์ของมนุษย์ด้วยสติปัญญาซึ่งถ่ายทอดให้ทราบถึงความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อ ความศรัทธา และจินตนาการที่เป็นรูปธรรมอันละเอียด มี 4 ประเภทด้วยกัน ได้แก่
1. สถาปัตยกรรม ในรูปของวัดวาอาราม และปูชนียสถาน
2. ประติมากรรม ในรูปของการปั้น การหล่อ การแกะสลักพระพุทธรูป
3. จิตรกรรม ในรูปของการเขียนภาพ เช่น ภาพฝาผนังพระอุโบสถ ฯลฯ
4. วรรณกรรม ในรูปของงานประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง
2. วัฒนธรรมด้านไม่ใช่วัตถุทางพระพุทธศาสนา
ได้แก่ การปฏิบัติหรือแนวความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ ศีลธรรมจรรยา ขนบธรรมเนียมประเพณี ปรัชญา กฎหมาย ที่รับการปฏิบัติสืบทอดกันมา มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้เข้ากับวิถีการดำเนินชีวิตและยุสมัย ที่ได้รับมาจากพระพุทธศาสนา ได้แก่
1. ภาษาและวรรณคดีต่างๆ ภาษาในประเทศไทย นิยมนำคำบาลีสันสกฤตมาใช้ในการตั้งชื่อคน สถานที่ เพื่อให้เกิดความหมายและเป็นสิริมงคลตามความเชื่อในคติของพระพุทธศาสนา ส่วนวรรณคดีต่างๆ ของไทยส่วนมากเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ คติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา สวรรค์ นรก เป็นต้น
2. ประเพณีพิธีกรรมต่างๆ คือแบบแผนที่ปฏิบัติสิบทอดกันมาเป็นเวลาช้านาน เช่น การเกิด การบวชนาค การแต่งงาน การตาย หรือวันสำคัญต่างๆ เช่น วันสารท วันตรุษ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา เป็นต้น
3. ลักษณะนิสัยของคนไทย ที่รับการถ่ายทอดมาจากพระพุทธศาสนา เช่น เป็นผู้มีจิตใจกว้างขวาง ร่าเริงแจ่มใส เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีน้ำใจไมตรี เสียสละ เป็นต้น
4. กฎระเบียบของสังคม เช่น กฎหมายเรื่องการผิดประเวณี การลักขโมย เป็นต้น ล้วนเกิดมาจากพระพุทธศาสนา
2. พระพุทธศาสนาเป็นเอกลักษณ์และมรดกของชาติ
ประเทศไทย ได้รับเอาวัฒนธรรมมาจากพระพุทธศาสนามาประพฤติปฏิบัติเป็นวิถีชีวิต จนกลายมาเป็นรูปแบบเอกลักษณ์เฉพาะของคนไทย พระพุทธศาสนาจึงถือว่าเป็นเอกลักษณ์และมรดกของชนชาติไทย ซึ่งจะเห็นได้จากการที่มีวัดกระจายอยู่ทั่วไปในทุกหมู่บ้าน ทุกชุมนุมของสังคมไทย วัดจัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนไทย ทั้งมีบทบาทต่อสังคมในฐานะเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทำบุญตามประเพณี จัดกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน เป็นที่พบปะสร้างสรรค์เนื่องในโอกาสต่าง ๆ ลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ เห็นได้ชัด ดังนี้
- ประชาชนส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา
- ประมุขของชาติไทย ทรงเป็นพุทธมามกะทุกพระองค์
- พระราชพิธีและรัฐพิธีต่าง ๆ มีพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาร่วมอยู่ด้วย
- กิจกรรมทางสังคมทั้งหมดของประชาชนทั่วไป จะมีพิธีกรรมทางศาสนาแทรกอยู่ด้วยเสมอ เช่น การเกิด การขึ้นบ้านใหม่ การสมรส และงานฉลองต่างๆ ตลอดจนงานศพ ตั้งแต่เกิดเกิดจนตายก็ว่าได้
- สิ่งก่อสร้างต่างๆ ในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก ได้แก่ โบสถ์ เจดีย์ วิหาร หรือศาลาการเปรียญ เป็นต้น
- รูปแบบการปฏิบัติของพระสงฆ์และจริยาวัตรต่าง ๆ เช่นการรักษาศีล การบิณฑบาต การนุ่งห่ม ซึ่งมีปรากฏให้เห็นเฉพาะสังคมไทย
เอกลักษณ์ของประเทศไทย ที่กล่าวมานี้ถือว่าได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนา จนกลายเป็นมรดกของชนชาติไทยตราบเท่าทุกวันนี้
“การศึกษาเล่าเรียนไม่มีวันสิ้นสุด”




