พระพุทธศาสนา
มีความหมายที่ควรทำความเข้าใจในเบื้องต้นคือ
นัยที่ ๑ ได้แก่ สภาวธรรม หรือธรรมชาติ ที่ชื่อว่า จิต – เจตสิก – รูปนิพพาน สภาวธรรมทั้ง 4 ประการนี้เรียกว่า ปรมัตถ์ธรรม คือเป็นธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน ไม่ใช่เรา ตัวตนของเรา ไม่ใช่ผู้หญิง ผู้ชาย เป็นต้น ตรงตามพุทธภาษิตว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา
นัยที่ ๒ ทรงสอนเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ในมรรคมีองค์ 8
จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ รู้คิด รู้นึก จิตนั้นไม่มีรูปร่างสัณฐาน จิตเป็นภูมิ ๔ คือ
๑. กามาวจรจิต ๕๔ ดวง แบ่งออกเป็น ๓ คือ กุศลจิต ๘ อกุศลจิต ๑๒ อัพยกฤต ๓๔ เป็นจิตที่ประกอบด้วยเหตุ ทั้งบุญและบาป
๒. รูปาวจรจิต ๑๕ ดวง เป็นกุศล ๕ วิบาก ๕ กิริยา ๕ จำแนกเป็นรูปฌาน๕
๓. อรุปาวจรจิต ๑๒ ดวง เป็นกุศล ๔ วิบาก ๔ กิริยา ๔ จำแนกด้วยอรูปฌาน ๔
๔. โลกุตระจิต ๘ โดยย่อ มัคคจิต ๔ ผลจิต ๔ โดยพิสดาร ๔๐ จำแนกออกด้วยอำนาจฌาน ๕ จึงเป็น ๔๐ มีโสดาปัตติมรรคจิต ๕ เป็นต้น
รวมจิตโดยย่อ ๘๙ ดวง โดยพิสดาร ๑๒๑ ดวง จิตซึ่งมีมากมาย ท่านแสดงไปตามวิถีจิตที่เป็นไป เมื่อจิตเป็นอย่างไรก็เรียกไปตามอาการที่เป็นไปของจิตเพราะฉะนั้น จึงได้มีมากมาย อันที่จริง จิตมีหนึ่งเท่านั้น เที่ยวไป จิตคือ วิญญาณขันธ์
ลักษณะของจิต เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์และสัตว์ทุกจำพวก เกิดดับรวดเร็ว เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง ไม่กินที่อยู่ไม่อาจจับต้องได้ แต่รู้อารมณ์ได้ด้วย อายตนะ ทางมโนทวาร คือทางใจเท่านั้น จิตเป็นตัวคุมกายทั้งหมด รวมทั้งสมอง (วิถีจิตเทียบกับระบบมันสมอง)
จิต มีชื่อเรียกหลายอย่าง ก็เพราะเรียกไปตามหน้าที่ เช่น ที่เรียกว่า จิต ก็เพราะเป็นธรรมชาติที่คิด สั่งสมบุญ- บาป ที่เรียกว่า วิญญาณ ก็เพราะเป็นธรรมชาติ ที่รู้อารมณ์ ที่เรียกว่า มโน ก็เพราะเป็นธรรมชาติที่น้อมนึก เป็นต้น
แท้จริง จิตมีดวงเดียว แต่เกิดดับสืบต่อกันไปตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับคนคนเดียวมีหลายชื่อเรียกหลายอย่าง ใจหรือจิต โดยความก็เป็นอย่างเดียวกัน บุคคลจะได้สุขประการใดๆ ก็เพราะจิต ไปทุคติ- สุคติ ตลอดถึง พระนิพพาน ก็เพราะจิต
ผู้ประกอบการงานใดๆ ด้วยกายก็ตาม ด้วยวาจาก็ตาม ก็เพราะจิตดำริคิดขึ้นมาก่อน เมื่อดำริผิด กิจกรรมนั้นก็ไร้ผล ช้ำจะมีโทษทุกข์เกิดขึ้น
จิตโลภ จิตกำหนัด จิตโกรธเคืองประทุษร้าย จิตหลงไม่รู้จักผิดชอบ แต่ละอย่างเป็นไฟเผาให้เดือดร้อนเป็นทุกข์
จิตที่ปราศจากความโลภ ความกำหนัด ความโกรธเคืองประทุษร้าย ความหลง ก็หมดความร้อนใจ เป็นสุข แม้ยังไม่หมดสิ้น เป็นสมุทเฉจ เพียง ตทังคปหานก็เป็นสุขใจในระหว่าง
ข้อที่ว่า จะไปทุคติ – สุคติ ก็เพราะจิต อธิบายว่า กรรมทั้งหลายทั้งสิ้นมีผลอันแรงกล้า เพราะอาศัยเจตนา
เมื่อจงใจทำด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง จัดเป็น อกุศลกรรม เมื่อไม่จงใจทำก็จัดเป็นกุศลกรรม
สัตว์มาทำกรรมอันใดไว้ กรรมนั้น ก็จำแนกไปตามภูมิ กรรมชั่วย่อมนำไปสู่ทุคติ กรรมดีย่อมนำไปสู่สุคติ
จิตเศร้าหมองแล้วทุคติ เป็นหวังได้ จิตบริสุทธิ์แล้วสุคติเป็นหวังได้
บุคคลมาผึกจิตด้วย สมถะและวิปัสสนาวิธี จนเกิดปัญญาเห็นธรรมตามสภาวะ จิตมิได้ยึดมั่นถือมั่นด้วย ตัณหา มานะและทิฏฐิ การทำจิตให้สำรอกกิเลสน้อยใหญ่ ดับกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง ชื่อว่า ถึงพระนิพพาน อันนี้สำเร็จมาแต่การปฏิบัติจิต
จิตเป็นสังขตธรรม เป็นธรรมชาติที่ถูกปตงแต่ง โดยอำนาจแห่งปัจจัย (อารัมณปัจจัย โดยความเป็นอารมณ์ อนันตรปัจจัย โดยความติดต่อกันไปไม่มีระหว่างคั่น) เป็นต้น จิตจึงมีสภาวะที่เป็นสามัญลักษณะหรือไตรลักษณ์
อสังขตธรรม คือ ธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง
เจตสิก เป็นธรรมชาติอันเกิดจากจิต เมื่อกล่าวตามเบ็ญจขันธ์ ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร เจตสิกนี้เป็นของเกิดจากจิต ต่างก็เป็นนามธรรม เหมือนกันจึงประกอบเข้ากันได้สนิท จิตเป็นธรรมที่รู้อารมณ์ เจตสิก เป็นธรรมที่ปรุงแต่งจิตให้รู้อารมณ์ เป็นไปต่างๆ ตามลักษณะของเจตสิกจำแนกเจตสิกออกเป็น ๕ ๕๒ ดวง เป็นกลางๆ ไม่เป็นบุญ ไม่เป็นบาป เรียกว่า อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ ดวง อกุศลเจตสิก ๑๔ ดวง โสภณเจตสิก ๒๕ ดวง
อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ จัดเป็น สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ปกิณณกเจตสิก ๖
สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ คือ
๑. ผัสสะ ความถูกต้องอารมณ์
๒. เวทนา ความเสวยอารมณ์
๓. สัญญา ความจำได้หมายรู้
๔. เจตนา ความตั้งใจ
๕. เอกัคคตา ตั้งจิตมั่นเป็นหนึ่ง
๖. ชีวิตตินทรีย์ ความเป็นอยู่
๗. มนสิการ ความทำในใจ
ปกิณณกเจตสิก ๖ คือ
๑. วิตก ความตรึกตรอง
๒. วิจาร ความใคร่ครวญ
๓. อธิโมกข์ ความตั้งจิตลงแน่ว
๔. วิริยะ ความเพียร
๕. ปีติ ความอิ่มกายอิ่มใจ
๖. ฉันทะ ความพอใจ
อกุศลเจตสิก ๑๔ คือ
๑. โมหะ ความหลง
๒. อหิริกะ ความไม่ละอายต่อบาป
๓. อโนตตัปปะ ความไม่สะดุ้งกลัวบาป
๔. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
๕. โลภะ ความโลภ
๖. ทิฏฐิ ความเห็นวิปริตต่างๆ
๗. มานะ ความถือตน
๘. โทสะ ความประทุษร้าย
๙. อิสสา ความริษยา
๑๐. มัจฉริยะ ความตระหนี่
๑๑. กุกกุจจะ ความรำคาญ
๑๒. ถีนะ ความหดหู่
๑๓. มิทธะ ความง่วงงุ่น
๑๔. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
โสภณเจตสิก ๒๕ จัดเป็น โสภณสาธารณ ๑๙ วิรัต ๓ อัปปมัญญา ๒ ปัญญิณทรีย์ ๑
โสภณสาธารณ ๑๙ คือ
๑. สัทธา ความเชื่อกรรม-เชื่อผล
๒. สติ ความระลึกได้
๓. หิริ ความละอายต่อบาป
๔. โอตตัปปะ ความสดุ้งกลัวต่อบาป
๕. อโลภะ ความไม่โลภ
๖. อโทสะ ความไม่ประทุษร้าย
๗. ตัตรมัชฌตา ความวางเฉย
๘. กายปัสสิทธิ ความระงับกาย
๙. จิตปัสสัทธิ ความระงับใจ
๑๐. กายลหุตา ความเบาจิต
๑๑. กายมุทุตา ความอ่อนกาย
๑๒. จิตมุทุตา ความอ่อนจิต
๑๓. กายกัมมัญญตา กายควรแก่การงาน
๑๔. กายปาคุญญตา กายคล่องแคล่ว
๑๕. จิตตปาคุญญตา จิตตรง
๑๖. (ไม่ครบ ๑๙ ช่วยพิจารณาด้วย)
วิรัต ๓ คือ
๑. สัมมาวาจา เจรจาชอบ
๒. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ
๓. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ
อัปปมัญญา ๒ คือ
๑. กรุณา ความเอ็นดูสงสาร
๒. มุทิตา ความพลอยยินดี
ปัญญินทรีย์ ๑ คือ
๑. ปัญญา ความรู้อันเป็นใหญ่
รูป คือ รูปขันธ์ ได้แก่ สภาวะธรรมที่ไม่รู้อารมณ์ และเป็นธรรมชาติที่ต้องแตกสลายไป เพราะความเย็นและความร้อน คำว่า รูป แปลว่า สิ่งที่เสื่อมสลายไปเพราะเหตุปัจจัย สิ่งอะไรก็ตามที่บุคคลเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู สูดดมด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้องด้วยกาย สรุปรวมว่าเป็นรูป จำแนกออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ๆ คือ มหาภูตรูป รูปที่เป็นใหญ่ ได้แก่ ธาตุ ๔ และอุปาทายรูป ๒๔
มหาภูตรูป ๔ ได้แก่ ธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม
๑. ปฐวีธาตุ คือ ธาตุดิน มีความแข็งเป็นลักษณะ อัชฌัตติกปฐวี ที่เป็นภายในมี ๒๐ คือ
๑. เกสา ผม
๒. โลมา ขน
๓. นขา เล็บ
๔. ทันตา ฟัน
๕. ตโจ หนัง
๖. มังสัง เนื้อ
๗. นหารู เอ็น
๘. อัฏฐิ มิญชัง เยื่อในกระดูก
๙. อัฏฐิ กระดูก
๑๐. วักกัง ม้าม
๑๑. ปัปผาสัง ปอด
๑๒. หทยัง หัวใจ
๑๓. ยะกะนัง ตับ
๑๔. กิโลมะกัง พังผืด
๑๕. ปิหะกัง ไต
๑๖. อันตัง ไส้ใหญ่
๑๗. อันตคุณัง ไส้น้อย
๑๘. อุทธะริยัง อาหารใหม่
๑๙. กรีสัง อาหารเก่า
๒๐. มัตถะเกมัตถะลุงคัง เยื่อมันสมอง
ธาตุดิน เป็นที่อาศัยของรูปอื่นๆ เหมือนแผ่นดิน ย่อมเป็นที่อาศัยของสิ่งต่างๆ ทั้งมีชีวิตและไม่ม่ชีวิตทั้งหลาย ที่ปรากฏรูปร่างสัณฐาน สีสันวรรณะ ตลอดจนอารมณ์ต่างๆ เหล่านี้ ถ้าปราศจากธาตุดินเสียแล้วก็จะปรากฏขึ้นมิได้เลย
๒. อาโป ธาตุน้ำ มีลักษณะเอิบอาบ อัชฌัตติก ที่มีอยู่ภายในกาย มี ๑๒ ประการคือ
๑. ปิตตัง ดี
๒. เสมหัง เสมหะ
๓. ปุพโพ หนอง
๔. โลหิตตัง เลือด
๕. เสโท เหงื่อ
๖. เมโท มันข้น
๗. อัสสุ น้ำตา
๘. วะสา มันเหลว
๙. เขโฬ น้ำลาย
๑๐. สิงฆาณิกา น้ำมูก
๑๑. ละสิกา ไขข้อ
๑๒. มุตตัง น้ำมูตร
ธาตุน้ำ ถ้ามีอยู่เป็นจำนวนมากในสิ่งใด ย่อมทำให้สิ่งนั้นไหล ถ้ามีน้อยก็ทำให้สิ่งนั้นๆ เกาะกลุ่มเป็นก้อน ธรรมชาติใด ซึมซาบไปในรูปที่เกิดพร้อมกับตนอยู่ในรูปเหล่านั้นชื่อว่า อาโป ย่อมรักษา สหชาตรูป ได้อย่างมั่นคงไม่ให้กระจัดกระจายไป
๓. เตโช – ธาตุไฟ ที่มีลักษณะร้อน เรียก อุณหะเตโช ที่มีลักษณะเย็น เรียกว่า สีหะเตโช เตโช ทั้งสองมีสภาพเป็นไอ ต่างก็มีหน้าที่ทำสิ่งต่างๆ สุก และย่อมให้ละเอียด เช่น อาหารต่างๆ เป็นต้น สุกด้วยความร้อน บางอย่างสุดด้วยความเย็น
อัชฌัตติกเตโช ไฟธาตุ ที่มีอยู่ภายในกาย แบ่งออกเป็น ๔ อย่างคือ
๑. อุสมาเตโช ไฟธาตุที่ทำไออุ่นภายร่างกาย
๒. ปาจกเตโช ไฟธาตุที่ทำหน้าที่ย่อยอาหาร
๓. ชิรณเตโช ไฟธาตุ ที่ทำร่างกายให้ชรและทรุดโทรม
๔. สันตาปน ไฟธาตุที่ร้อนถึงเป็นไข้
ไฟธาตุ คือความร้อนหรือพลังงาน ซึ่งเกิดจากการเผาอาหารภายในกาย เป็นเหตุให้ร่างกายเคลื่อนไหว หลั่งน้ำหรือย่อยอาหารได้ และทำให้กายมีความอบอุ่น
๔. วาโย ธาตุลม ถ้ามีลักษณะเคร่งตึง เรียกว่า วิตถัมภนวาโย เป็นลมที่ทำให้รูปที่เกิดพร้อมกับตนนั้น ตั่งมั่นไม่เคลื่อนไหวภายในร่างกาย ถ้าวิตถัมภนวาโย มีมากทำให้รู้สึกปวดเมื่อยไปทั่วร่างกาย หรือมีอาการเกร็งแขนขา สมีรณวาโย ธาติลมที่ทำให้รูปเคลื่อนไหว อิริยาบถ ได้มีการกระพริบตา กระดินมือ- เท้า หรือขับถ่ายสิ่งปฏิกูลออกจากร่างกาย ตลอดจนคลอดบุตร เหล่านี้ เป็นไปด้วยอำนาจ สมีรณวาโยทั้งสิ้น
อัชฌัตติกวาโย ธาตุลม อันเป็นส่วนประกอบภายใน ได้แก่สิ่งที่พัดผันไป แบ่งออกเป็น ๖ อย่างคือ
๑. อุทธังคมวาโย ลมพัดขึ้นเบื้องบน เช่น เรอ หาว ไอ จาม เป็นต้น
๒. อโธคมวาโย ลมพันลงเบื้องต่ำ เช่น ผายลม เบ่ง เป็นต้น
๓. กุจฉิสยะวาโย ลมในช่องท้องทำให้ปวดท้อง เสียดท้อง เป็นต้น
๔. โกฏฐาสยะวาโย ลมในลำใส้ เช่น ท้องลั่น ท้องร้อง เป็นต้น
๕. อังคมังคานุสาริวาโย ลมพัดทั่วร่างกาย ทำให้ร่างกายไหวได้
๖. อัสสาสะปัสสาสะวาโย ลมหายใจเข้า หายใจออก
ธาตุลม ได้แก่ แก๊สต่างๆ ในร่างกาย มี ๓ ชนิด ซึ่งกระแสเลือดนำไปทุกส่วนของร่างกาย คือ อ๊อกซิเจน คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ และไนโตรเจน
อ๊อกซิเจน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต เพราะเป็นตัวทำให้เกิดการเผาไหม้อาหารและสิ่งอื่นในร่างกาย
ก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ เป็นปฏิกูล ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ดั่งกล่าว ร่างกายจึงต้องขับออกทิ้งเสีย
ไนโตรเจน เป็นแก๊ส ส่วนใหญ่ของอากาศ ที่อยู่รอบตัวเราและเข้าไปในเลือดระหว่างหายใจ
ธาตุ ๔ นี้จัดเป็นรูปใหญ่ (มหาภูตรูป) ส่วน อากาศธาตุ คือ ช่องว่าง – ภายในตัวเรา เช่น ช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก ในกระเพาะ ในลำไส้ เป็นต้น วิญญาณธาตุ – ธาตุรู้ ได้แก่ จิต ถ้าไม่มีวิญญาณธาตุ ธาตุทั้ง ๕ ข้างต้น ก็จะรู้อะไรไม่ได้เลย
ธาตุทั้ง ๖ นี้ถ่ายไปมาถึงกันอยู่เสมอ เช่น อาหารคาวหวาน และน้ำเป็นต้น ที่เรากินเข้าไปเป็น ธาตุภายใน เมื่อขับถ่ายออกมาก็เป็น ธาตุอยู่ภายนอก หมุนเวียนกันไป
คำว่า ธาตุ โดยทั่วไปมีความหมายว่า ต้นเดิมหรือ มูลเดิม ปรากฏในพระบาลีในความหมายต่างกัน คำว่า ธาตุ ในพระบาลี หมายความว่า ประเภทหรือสภาวะในทางวิทยาศาสตร์ หมายถึงสิ่งอันจะเปลี่ยนแปลงต่อไปไม่ได้ ต่อไปจะใช้คำว่า มูลสาร สำหรับความหมายของคำว่า ธาตุ ในทางวิทยาศาสตร์
ความรู้ในทางเคมี ร่างกายของมนุษย์ ประกอบด้วย มูลสาร ประมาณ ๒๑ อย่างในจำนวน มูลสารที่พบอยู่เป็นประจำ ที่มีปริมาณค่อยข้างมาก มี ๖ อย่าง คือที่เป็นส่วนประกอบอยู่มากกว่า ๑.% ของน้ำหนักตัวได้แก่ คาร์บอน อ๊อกซิเจน ไฮโตรเจน ไนโตรเจน แคลเซียม ฟอสฟอรัส
คาร์บอน หรือมูลสารของถ่านอยู่ในประเภท ปฐวีธาตุ มีอยู่มากกว่าเพื่อน คือ ๑๘. % ของน้ำหนักตัว อ๊อกซิเจน คือ มูลสาร ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดเผาไหม้ และทำให้โลหะเกิดสนิม และอยู่ใน วาโยธาตุ มี ๖.๕.% ของน้ำหนักตัว ไนโตรเจน วาโยธาตุซึ่งมีอยู่มากที่สุดในอากาศ รอบๆ ตัวเรา มีในร่างกาย ๒.๖ % ของน้ำหนัก ไฮโดรเจน มูลสารประเภท วาโยธาตุ ซึ่งมีลักษณะพิเศษ เบามาก เอามาบรรจุในบัลลูน มีอยู่ ๒.๗ % ของร่างกาย แคลเซียม หรือที่เรียกว่า ธาตุปูน เป็นปฐวีธาตุ ประกอบเป็นส่วนสำคัญของกระดูก มีอยู่ ๒.๕ % ของร่างกาย ฟอสฟอรัส มูลสารที่มีลักษณะลุกไหม้ได้เองใน- อากาศ อยู่ในประเภท ปฐวีธาตุ เป็นส่วนประกอบอีกอย่างหนึ่งของกระดูก มีอยู่๑.๑ % ของน้ำหนักตัว
มูลสารนอกจากนี้ มีอยู่ตั้งแต่ ๐.๐๑ ถึง ๐.๑๖ % ของร่างกาย ได้แก่ ฟลอรีน วาโยธาตุ กำมะถัน โปแตสเชี่ยม โซเดียม เหล็ก ปฐวีธาตุ
มูลสารอีกหลายอย่างมีอยู่เล็กๆ น้อยๆ แต่ก็มีความจำเป็นสำหรับร่างกาย เช่น ทองแดง สังกะสี อลูมินั่ม เป็นต้น พึงสังเกตว่า มูลสารทั้งหมดนี้มิได้มีอยู่ เฉพาะในร่างมนุษย์เท่านั้น มูลสารมีอยู่ภายในกายก็ดี ภายนอกก็ดี เป็นสิ่งของอย่างเดียวกัน มีลักษณะเหมือนกัน ถ้าแยกธาตุเหล็ก ที่มีอยู่ในกายของเรา ก็ได้จากเหล็กที่ในพื้นดิน คือต้นผักดูดเอาธาตุเหล็กจากดิน เข้าไปสะสมไว้ที่ใบ เมื่อเรากินผัก ก็ได้เหล็กนั้นเข้าไป และนำมาใช้ประโยชน์เป็นส่วนประกอบของร่างกายต่อไป
ร่างกายเราเติบโตมาด้วยอาหาร ส่วนใหญ่ของอาหารประกอบด้วยวัตถุสามประเภทคือ วัตถุประเภทน้ำตาล ควร์โบไฮเดรต ประเภทเนื้อ โปรตีนและไขมัน
วัตถุประเภทน้ำตาล ได้แก่ พวกแป้ง มีอยู่ในตัว ขนมปัง ขนมอื่นๆ และน้ำตาลต่างๆ ที่มีอยู่ในผลไม้ และน้ำผึ้ง
กล้ามเนื้อกระเพาะอาหาร และตับ มีวัตถุประเภทเนื้อเป็นส่วนมาก
น้ำซึ่งประกอบเป็นเศษสองส่วนสามของน้ำหนักตัวถ้าไม่มีน้ำก็จะแปรสภาพเป็นดินเช่นปัสสาวะ ก็จะกลายเป็นเกล็ด หรือผลึกของเกลือต่างๆ เลือด ก็จะกลายเป็นก้อน ประเภทเนื้อ และผลึกของเกลือ
ดังนั้น ธาตุ ๔ ในร่างกายจึงไม่ใช่ของตายตัว ไม่ใช่ของจำเพาะสำหรับตัวเรา แต่เป็นสิ่งที่ผันแปรอยู่เสมอ และเปลี่ยนที่โยกย้ายไปมา
เลือด เป็นของสำคัญในการหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย นำอาหารและเครื่องหล่อเลี้ยงอื่นๆ ไปให้อวัยวะทุกส่วน แล้วขนเอาสิ่งปฏิกูลต่างๆที่เกิดขึ้นในอวัยวะเหล่านั้นไปถ่ายทิ้งที่ไต ตับ ปอด ลำไส้ และต่อมเหงื่อ ถ้าขาดเลือด ก็ไม่มีอาหารหล่อเลี้ยง สิ่งปฏิกูลที่เกิดขึ้นเสมอๆ นั้น ก็จะสะสมอยู่ภายใน เกิดเป็นพิษทำให้เกิดความพิการและอาจถึงตายได้ในที่สุด
เลือด ประกอบขึ้นด้วย ๒ ส่วนคือส่วนน้ำและส่วนเนื้อหรือเม็ด ส่วนเม็ดยังแยกออกเป็น๓พวกคือ
๑. เลือดแดง มีหน้าที่ขนส่งแก๊สอ๊อกซิเจน เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงร่างกายในคนปานกลางมีเม็ดเลือดแดงทั้งหมด มากกว่า ห้าล้านเม็ด
๒. เลื่อดขาว มีหน้าที่เป็นทหารยาม ป้องกันและต่อสู้เชื้อโรคต่างๆ เม็ดเลือดขาวมีประมาณ สี่หมื่นล้านเม็ด
๓. เกล็ดเลือด มีหน้าที่สำคัญในการช่วย เลือดแข็งเป็นลิ่ม เวลาเลือดออกป้องกันมิให้เสียเลือดมาก เกล็ดเลือดมีประมาณแปดแสนล้านเม็ด
มีการย้ายที่ของเลือด จากส่วนหนึ่งไปอยู่ในส่วนหนึ่งกลับไปมาตามความต้องการของร่างกาย เลือดแต่ละเม็ด มีอายุจำกัด เมื่อไหลเวียนอยู่ในร่างกาย มันค่อยๆ เสื่อมลงจนถึงหมดอายุก็สลาย แล้วร่างกายก็สร้างเม็ดเลือดใหม่ขึ้นมาแทนที่
เม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ ๑๒๐ วัน เม็ดเลือดขาว มีอายุประมาณ ๘ ถึง ๑๒ วัน บางชนิด ๒-๓ วัน บางชนิด ๑ วัน เกล็ดเลือด มีอายุ ๕ วัน
ร่างกายคนขนาดปานกลาง มีเลือดประมาณ ๕ ลิตรเศษ เป็นเม็ดเลือดประมาณ ๒ ลิตร เป็นส่วนน้ำ ๓ ลิตร
ร่างกายประกอบด้วย กล้ามเนื้อ ๕๐ % ของร่างกาย มีการทำลายของกล้ามเนื้อประมาณ ๕๐- ๖๐กรัม ทุกๆ วัน เพราะเหตุนี้คนจึงต้องกิน โปรตีน หรืออาหารประเภทเนื้อและถั่วเสมอๆ
วิทยาศาสตร์ ก็เคยเข้าใจผิดว่า สิ่งที่เรียกว่า Elements เอเลเม็นต์ หรือธาตุ นั้นเป็นสิ่งที่มีลักษณะจำเพาะอันจะเปลี่ยนแปลงต่อไปไม่ได้ เพิ่งมารู้ความจริงเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงรู้ว่า โปรตอนและอีเล็คตรอน นี้ยังแยกออกไปเป็นพลังงานอีกทอดหนึ่ง พระบรมศาสดาของเราได้แสดงหลักความจริงเรื่องนี้ไว้มากกว่าสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว
“ความผันแปรแห่งธาตุ” ปรากฏแก่นักวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างเช่น อ๊อกซิเจนกับไฮโดรเจน (วาโยธาตุ) รวมกันเข้ากลายเป็น อาโปธาตุ น้ำที่เราใช้ดื่ม ใช้อาบอยู่นี้
อ๊อกซิเจน (วาโย) รวมกับ คาร์บอน (ปฐวี) กลายเป็น คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ซึ่งเป็นวาโยธาตุ ที่เกิดขึ้นเวลาจุดไฟ หรือรวม ธาตุเหล็ก กลายเป็นสนิม ซึ่งเป็น ปฐวีธาตุ
คาร์บอน กับ กำมะถัน (ปฐวี) กลายเป็นของเหลว คือ อาโป เรียกว่า คาร์บอนไดซัลไฟด์ เป็นตัวกลิ่นเหม็น ที่เราพบในการเน่า
ความวนเวียนไปแห่งธาตุ พิจารณาเห็นได้จากเหตุการณ์ อาจเรียกได้ว่า วัฏฏะแห่งธาตุ คือการที่สารต่างๆ โยกย้ายออกไปจากร่างกาย แล้วเวียนกลับเข้ามาใหม่เข้าๆ ออกๆ อยู่อย่างนี้
เนื้อหนังเราประกอบด้วย มูลสาร ไนโตรเจน เราได้มูลสารไนโตรเจนนี้โดยการกิน เนื้อหรือถั่ว สัตว์ได้ไนโตรเจน อากาศ อุจจาระ ปัสสาวะ หรือจากซากของสัตว์
เห็นได้ว่า ธาตุที่ประกอบเป็นร่างกาย ของคน ของสัตว์ก็ดีหรือเป็นสิ่งของทั้งหลายก็ดีหรือแม้แต่โลกธาตุ คือโลกที่เราอาศัยอยู่ ล้วนแต่ไม่ใช่ของคงที่ หรือคงทนถาวร แต่เปลี่ยนไปตามกฎแห่งไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
“โลก” กลุ่มดาวที่เป็นโลก รวมทั้งโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ด้วย มีจำนวนนับไม่ถ้วนหลายแสนโกฏิ เรียกว่า โอกาสโลก คำว่า โอกาส แปลว่า สิ่งที่ไถหรือขีดลงให้เป็นรอยได้ อากาส แปลว่า ช่องว่าง ไถหรือขีดเป็นรอยไม่ได้ ดังที่ว่า อากาศไม่มีที่สิ้นสุด เพราะไม่ปรากฏว่ามีขอบเขตแค่ไหน
ส่วน โอกาสโลก ซึ่งเป็นวัตถุมหึมา เช่น โลก ประกอบด้วยธาตุ คือ ธาตุที่เข้มแข็งเรียกว่า ปฐวีธาตุ ธาตุที่เอิบอาบ เรียกว่า อาโปธาตุ ธาตุที่อบอุ่น เรียกว่า เตโชธาตุ ส่วนที่เคลื่อนไหว เรียกว่า วาโยธาตุ ส่วนที่เป็นช่องว่าง เรียกว่า อากาศธาตุ
คำว่า ธาตุ หมายถึงส่วนประกอบ ที่มีลักษณะต่างๆ กัน เมื่อมีเหตุปัจจัย ธาตุต่างๆก็มาประกอบเป็นโลก ฉะนั้น ทางพระพุทธศาสนา จึงถือว่า เป็นสังขาร คือส่วนผสมเกิดขึ้นและเป็นไปตามปัจจัยและต้องเป็นไปตาม กฎของไตรลักษณ์
โอกาสโลก คือ โลก พิภพอันมหึมา เป็นที่รวม เป็นที่เกิดแห่งสรรพสิ่งต่างๆ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ทุกๆ สิ่งทั้งเล็กและใหญ่ เรียกว่า สังขารโลก
สัตว์โลก หมายถึง สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขาทั้งหมด กล่าวคือ ภาวะแห่งจิตใจมิใช่ร่างกาย ร่างกาย จัดเป็นสังขารโลก ส่วนสภาวะจิตใจ ยังตกอยู่ในอำนาจแห่งความดึงดูดของโลก จัดเป็น สัตว์โลก
ธาตุ เป็นอนิจจัง เพราะไม่คงที่ ประเดี๋ยวมาก ประเดี๋ยวน้อย ประเดี๋ยวมีประเดี๋ยวไม่มี ธาตุเป็นทุกขัง เพราะทนอยู่ไม่ได้ ต้องผันแปรเปลี่ยนไป ประเดี๋ยวเป็นรูปนั้นเป็นรูปนี้ ไม่มีความถาวร ธาตุเป็นอนัตตา เพราะมิใช่เป็นของเฉพาะตัวของผู้ใด เลือกไม่ได้หมุนเวียนไปตามหลักของธรรมชาติโดยสิ้นเชิง
อุปาทายรูป รูปที่อาศัย มหาภูตรูปเกิด มี ๒๔ คือ ปสาทรูป ๕ โคจรรูป ๔ ภาวะรูป ๒ หทยรูป ๑ ชีวิตรูป ๑ อาหารรูป ๑ ปริจเฉทรูป ๑ วิญญัตติรูป ๒ วิการูป ๓ ลักษณะรูป ๔ รวมเป็น๒๔
๑. ปสาทรูป รูปที่เป็นประสาท คือมุ่งถึงส่วนที่ให้สำเร็จการเห็น การได้ยิน เป็นต้นคำว่าปสาท แปลว่า ความใส สามารถในการรับรู้ อารมณ์ได้ มีอยู่ ๕ อย่างคือ
๑. จักขุปสาทรูป เป็นรูปชนิดหนึ่งซึ่ง เกิดจากกรรม มีความใสสามารถรับรู้อารมณ์ คือสิ่งต่างๆ ตั้งอยู่ระหว่างกลางตาดำ มีเยื่อตา ๗ ชั้น โตประมาณเท่า หัว เหา มีหน้าที่ให้สำเร็จ ๒ ประการคือ
ก. เป็นวัตถุ อันเป็นที่ตั้งแห่ง จักขุวิญญาณจิต
ข. เป็นทวาร อันเป็นเหตุเกิดแห่ง จักขุทวารวิถี จักขุปสาทนี้จึงไม่ได้หมายถึง นัยน์ตา
๒. โสตปสาทรูป เป็นรูปธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน มีความใส เป็นเครื่องรับเสียงต่างๆ ตั้งอยู่ภายในช่องหูส่วนลึก มีสัณฐานเหมือน วงแหวน และมีขนสีแดงเส้นละเอียด ปรากฏอยู่โดยรอบ เป็นที่ตั้งแห่ง โสตวิญญาณจิต และเป็นทวารอันเป็นที่เกิดแห่ง โสตทวารวิถีจิต
๓. ฆานปสาทรูป เป็นรูปธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน มีความใส สามารถรับ คันธารมณ์ คือ กลิ่นต่างๆ ตั้งอยู่ภายในช่องจมูก มีสัณฐานคล้ายกับเท้าแพะ
ก. เป็นวัตถุ อันเป็นที่ตั้งแห่ง ฆานวิญญาณจิต
ข. เป็นทวาร อันเป็นที่ตั้งแห่ง ฆานทวารวิถีจิต
๔. ชิวหาปสาทรูป เป็นรูปธรรม ซึ่งเกิดกรรมเป็นสมุฏฐาน มีความใสเป็นเครื่องรับรสต่างๆ ตั้งอยู่ในท่ามกลางลิ้น มีสัณฐานเหมือน ปลายกลีบอุบล
ก. เป็นวัตถุ อันเป็นที่ตั้งแห่งชิวหาวิญญาณ
ข. เป็นทวาร อันเป็นที่เกิดแห่ง ชิวหาทวารวิถี
๕. กายปสาทรูป เป็นรูปธรรม ซึ่งเกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน มีความใสเป็นเครื่องรับสิ่งสัมผัสต่างๆ มีเย็น- ร้อน- อ่อน – แข็ง– หย่อน- ตึงได้ กายปสาทนี้ เกิดอยู่ทั่วกาย เว้นไว้แต่ที่ปลายผม ปลายขน เล็บ หนังที่หนา และที่รวมแห่งอาหารใหม่ ใต้ลำไส้ใหญ่ อันเป็นสถานที่ของปาจกเตโช มีหน้าที่ให้สำเร็จกิจ ๒ คือ
ก. เป็นที่ตั้งแห่งกายวิญญาณ
ข. เป็นทวาร อันเป็นที่เกิดแห่งกายทวารวิถี
คำว่า “กาย” นี้มีความหมายหลายประการ คือ หมายถึงรูป อันเป็นที่ประชุมแห่งส่วนต่างๆ มีผมขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น บางทีใช้ความหายของ นามธรรม เช่น จิต – เจตสิก – บางทีใช้ความหมาย เป็นกลุ่ม เป็นกอง
วิสยรุปหรือโคจร หมายถึง รูปที่เป็นอารมณ์ของจิตและเจตสิก ที่เกิดทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย โดยตรง มี ๗ รูปหรือ ๔ รูปคือ
๑. รูปารมณ์ ได้แก่ รูปร่าง หรือสีต่างๆ ที่ปรากฏแก่ จิตและเจตสิก ทางตา ย่อมแสดงถึงความรู้สึกของ จิต ให้ปรากฏรู้ วัตถุนั้นๆ มีรูปร่างอย่างไร รูปย่อมแสดงถึงความรู้สึกของจิตใจให้ปรากฏ
๒. สัททารมณ์ ได้แก่ สัททะ คือ เสียง ที่กระทบปสาทหู ทำให้เกิดแก่ โสตวิญญาณ คือ การได้ยิน สัททะ ได้แก่ เสียงที่ปรากฏ เป็นอารมณ์ให้แก่โสตวิญญาณ
๓. คันธารมณ์ ได้แก่ คันธะ คือ กลิ่นต่างๆ ที่กระทบ ฆานปสาท ทำให้เกิดฆานวิญญาณ คือ การรู้กลิ่น คันธะที่ปรากฏ เป็นอารมณ์ ให้แก่ ฆานวิญญาณจิต
๔. โผฏฐัพพารมณ์ ได้แก่ โผฏฐัพพะ หมายถึงรูปดิน น้ำ ไฟ ลม ที่กระทบกับกายปสาท ทำให้กายวิญญาณปรากฏ โผฏฐัพพะที่ปรากฏ เป็นอารมณ์ให้แก่ กายวิญญาณ
๕. รสารมณ์ ได้แก่ รสะ คือ รสต่างๆ ที่กระทบชิวหาปสาท ทำให้เกิดชิวหาวิญญาณ คือ การรู้รส ปรากฏขึ้น เป็นอารมณ์ แก่ชิวหาวิญญาณ
ภาวะรูป ๑ หมายถึง อิตถีภาวะรูป รูปที่แสดงความเป็นหญิง ปริสภาวะรูป รูปที่แสดงความเป็นชาย ให้รู้ได้ โดยอาศัย รูปร่างสัณฐานเครื่องหมาย
หทยรูป ๑ เป็นรูปธรรม ซึ่งเกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน ตั้งอยู่ภายใน ช่องเนื้อหัวใจ มีลักษณะเหมือนบ่อ มีโลหิต หล่อเลี้ยงหัวใจ




