…ผู้ใด พึงบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ซึ่งเป็นผู้นำของโลก
ขณะยังทรงพระชนม์อยู่ก็ดี
พึงบูชาพระธาตุ แม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธ์ผักกาด
ของพระองค์แม้ปริพนิพพานแล้วก็ดี
เมื่อจิตของผู้นั้นเลื่อมใสเสมอกัน
บุญก็ย่อมเสมอกัน…
พระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ
และอัฐิธาตุ สิ่งอันสูงค่าแห่งพระพุทธศาสนา
ยัสมิง สะยิงสุ ชินะธาตุ วะราสะมันตา ฉัพพัณณะรังสิ
วิสะเรหิ สมุชชะลันตา ตัสสะ โลกะหิตะเหตุ ชินัสสะ
ถูบังตัง ถูปะมัพภูตตะมัง สิระสานะมิตะวา
“พระบรมธาตุอันประเสริฐทั้งหลายของพระพุทธเจ้ารุ่งเรืองโดยรอบ ด้วยถ่องแถวแห่งพระรัศมี ๖ ประการ ประดิษฐานอยู่ ณ สถูปองค์ใด ข้าพเจ้าขอน้อมบูชาพระสถูปอันบรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น อันเป็นเหตุให้เกิดประโยชน์แก่โลก อันน่าอัศจรรย์ยิ่งนั้น ด้วยเศียรเกล้า”
( จากอารัมภกถาในพระคัมภีร์ถูปวงศ์ ตำนานว่าด้วยการสร้างพระสถูปเจดีย์ พระวาจิสสรเถระ พระเถระชาวลังกา ได้รจนาไว้เมื่อ ๗๐๐ ปีเศษมาแล้ว ระหว่างราว พ.ศ. ๑๗๗๙ – ๑๘๑๕ หรือระหว่าง พ.ศ. ๑๗๗๓ – ๑๘๐๓ )
"พระบรมสารีริกธาตุ" คือ พระธาตุส่วนย่อยที่บังเกิดแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเฉพาะ มิได้เป็นคำที่ใช้เรียก พระธาตุของพระอรหันตสาวก หรือพระธาตุเจดีย์ต่างๆ (บางทีเรียกว่า"พระบรมธาตุ" หรือ "พระสารีริกธาตุ" ก็ได้
"พระธาตุ" คือ กระดูก หรือ ส่วนของร่างกายต่างๆ เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โลหิต ฯลฯ ที่มีคุณลักษณะเป็นที่แตกต่างจากสามัญชนทั่วไป โดยมีลักษณะคล้าย ' ธาตุ ' ซึ่งหากมองโดย ไม่สังเกตให้ดีแล้ว ก็คล้าย กรวด หิน แก้ว เพชร ฯลฯ
คำว่า “พระบรมสารีริกธาตุ” อาจแยกได้เป็น ๒ ตอน คือ “พระบรม” ตอนหนึ่ง และ “สารีริกธาตุ” ตอนหนึ่ง คำว่า “พระ” นั้นแปลได้ว่า ประเสริฐ “บรม” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายไว้ว่า อย่างยิ่ง ที่สุด “พระบรม” จึงอาจแปลได้ว่า “ผู้ประเสริฐอย่างยิ่ง” ส่วนคำว่า “สารีริกธาตุ” นั้นแปลได้ว่า “พระธาตุส่วนย่อยซึ่งแยกออกจากพระสรีระกาย”
เมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้ว ก็อาจแปลได้ว่า “พระธาตุส่วนย่อยซึ่งแยกออกจากพระสรีระกายของพระบรมศาสดาผู้ประเสริฐสุด”
แต่หากพูดอย่างภาษาชาวบ้านธรรมดาก็อาจเรียกได้ว่า “กระดูกของพระพุทธเจ้า” นั่นเอง
ที่เรียกว่า “พระธาตุส่วนย่อยซึ่งแยกออกจากพระสรีระกายของพระบรมศาสดาผู้ประเสริฐสุด”
ก็เนื่องด้วยพระบรมสารีริกธาตุนั้น มีอยู่ ๒ ประเภทด้วยกัน และส่วนที่มีปรากฏอยู่ในโลกมนุษย์โดยทั่วไปนั้น ล้วนเป็นประเภทที่แยกกระจัดกระจายจากกันทั้งสิ้น ดังจะปรากฏรายละเอียดในตอนต่อไป การที่เราไม่เรียก “พระบรมสารีริกธาตุ” ของพระพุทธองค์ว่า “พระบรมอัฐิ” อย่างกระดูกของพระมหากษัตริย์ก็เพราะว่า “พระบรมสารีริกธาตุ” นั้นมีคุณลักษณะและอานุภาพผิดแปลกแตกต่างกับกระดูกของมนุษย์สามัญธรรมดาเป็นอันมาก โดยมีลักษณะเป็น “ธาตุ” ชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อมองดูผิวเผินแล้ว คล้ายหิน คล้ายแก้ว คล้ายเพชร ฯลฯ โดยเหตุนี้ จึงมีผู้นิยมเรียกกันอย่างสั้น ๆ ว่า “พระธาตุ”
แต่อย่างไรก็ดี คำว่า “พระธาตุ” นี้ไม่อาจชี้ให้ชัดลงไปได้ว่าเป็นกระดูกของใครกันแน่ เพราะกระดูกของพระอรหันต์ ผู้เป็นอริยสงฆ์สาวก ก็จะมีลักษณะเป็น “พระธาตุ” อีกด้วยเช่นกัน และมีอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ผิดแผกแตกต่างไปจากกระดูกมนุษย์สามัญอีกเช่นกัน เพียงแต่ว่าแตกต่างไปจาก “พระธาตุ” ของพระพุทธองค์บ้างเท่านั้น นอกจากนี้ คำว่า “พระธาตุ” เรายังอาจใช้หมายถึง พระสถูป หรือพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุได้อีกด้วย เช่น พระธาตุพนม พระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุหริภุญชัย พระธาตุไชยา ฯลฯ แม้คำว่า “พระบรมธาตุ” ก็เช่นกัน แม้จะเจาะจงใช้เรียกเฉพาะกระดูกของพระพุทธเจ้าก็ตาม แต่ก็นิยมใช้เรียกพระสถูปเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุอีกเช่นกัน เช่น พระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช พระบรมธาตุจังหวัดชัยนาท ฯลฯ
ดังนั้นรูปศัพท์ต่าง ๆ ที่หมายถึงกระดูกพระพุทธเจ้า ซึ่งมีอยู่ด้วยกันมากมายหลายรูปแบบ เช่น พระธาตุ พระบรมธาตุ พระสรีระธาตุ พระอัฐิธาตุ ฯลฯ ล้วนแต่ไม่อาจชี้ให้ชัดลงไปได้ว่าเป็นกระดูกของพระพุทธเจ้าได้ทั้งสิ้น
โดยเหตุนี้จึงได้มีการบัญญัติศัพท์ขึ้นมาใหม่ใช้เรียกเฉพาะกระดูกของพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น คือคำว่า “พระบรมสารีริกธาตุ” หมายถึง พระธาตุที่นับเนื่องหรือเป็นส่วนทางร่างกาย หรือ พระวรกายขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเฉพาะ มิใช่พระธาตุของพระอรหันต์สาวก และมิได้หมายถึง พระธาตุเจดีย์ หรือ พระสถูปเจดีย์อีกต่อไป เพราะฉะนั้น จะเป็นการถูกต้องที่สุด เหมาะสมที่สุดที่เราต้องเรียกพระบรมอัฐิของพระพุทธเจ้าของเราว่า “พระบรมสารีริกธาตุ” ให้เป็นการแน่นอนตายตัวลงไปโดยเด็ดขาด




