เบญจศีล เบญจศีล

      ปิดความเห็น บน เบญจศีล เบญจศีล

สิกขาบทที่ ๑ 

สิกขาบทนี้  (ปาณาติปาตา  เวรมณี)  แปลว่า เว้นจากการทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วง  คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์มีชีวิต
สัตว์  ประสงค์ทั้งมนุษย์และเดียรฉานที่ยังเป็นอยู่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงแก่เฒ่า
สิกขาบทนี้  บัญญัติขึ้นด้วยหวังจะให้ปลูกเมตตาจิตในสัตว์ทุกจำพวก
เมื่อเพ่งเมตตาจิตเป็นใหญ่ ดังนั้น จึงไม่ใช่เฉพาะการฆ่าให้ตายเท่านั้น แม้การทำร้ายร่างกายและการทรกรรม ก็ถูกห้ามตามสิกขาบทนี้ด้วย                                     

การฆ่า 

การฆ่า   ได้แก่การทำให้ตาย
โดยวัตถุ    คือ ผู้ถูกฆ่า   มี  ๒  อย่าง  คือ   ฆ่ามนุษย์ ๑    ฆ่าเดียรฉาน ๑
โดยเจตนา   คือ ความตั้งใจของผู้ฆ่า   มี  ๒  อย่าง  คือ   จงใจฆ่า ๑   ไม่จงใจฆ่า ๑
การฆ่า     สำเร็จด้วยประโยค  (ความพยายาม)  ๒ อย่าง คือ  ฆ่าเอง ๑  ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ๑
การใช้ให้ผู้อื่นฆ่า  ทั้งผู้ใช้  และผู้รับใช้มีโทษ (ความผิด) ฐานฆ่า ทั้งฝ่ายศาสนาและฝ่ายอาณาจักร

 กรรมหนักหรือกรรมเบา 

การฆ่า   จัดเป็นกรรมหนัก หรือเบา  เพราะวัตถุ เจตนา และประโยค
วัตถุ   คือ ผู้ถูกฆ่า การฆ่าผู้บริสุทธิ์ไม่มีความผิดและผู้มีคุณต่อตน เช่น บิดามารดา หรือผู้มีคุณธรรมต่อสังคมเช่นพระพุทธเจ้า เป็นต้น มีโทษมาก
เจตนา  คือ ความตั้งใจของผู้ฆ่า การฆ่าด้วยอำนาจของกิเลส  เช่น มิจฉาทิฏฐิ ไม่เชื่อว่าบาปมีจริง ฆ่าด้วยอำนาจความโลภ  เช่นรับจ้างฆ่าคน ฆ่าด้วยอำนาจความพยาบาท เช่น โกรธพ่อแม่  แล้วฆ่าเด็กไร้เดียงสา ฆ่าไม่มีเหตุผล เช่น โกรธนักเรียนคนหนึ่ง ต่อมาพบนักเรียนโรงเรียนนั้นซึ่งเขาไม่รู้เรื่องอะไร ก็ฆ่าเขา เป็นต้น มีโทษมาก
ประโยค  คือ ความพยายามในการฆ่า การทรมานให้ได้รับความเจ็บปวดมากๆ  แล้วจึงฆ่าให้ตาย  ที่เรียกว่า ฆ่าให้ตายทีละน้อย มีโทษมาก 

การทำร้ายร่างกาย 

การทำร้ายร่างกาย  หมายถึง  การทำร้ายผู้อื่น โดยการทำให้พิการ เสียโฉม หรือเจ็บลำบาก แต่ไม่ถึงแก่ชีวิต
ทำให้พิการ  คือ ทำให้เสียอวัยวะเป็นเครื่องใช้การ  เช่น ทำให้เสียนัยน์ตา เสียแขน เสียขา เป็นต้น
ทำให้เสียโฉม   คือ  ทำร่างกายให้เสียรูป เสียงาม ไม่ถึงพิการ เช่น ใช้มีดหรือไม้กรีดหรือตีที่ใบหน้าให้เป็นแผลเป็น เป็นต้น
ทำให้เจ็บลำบาก  คือทำร้ายไม่ถึงเสียโฉมเป็นแต่เสียความสำราญ
การทำร้ายร่างกายทั้งหมดนี้ เป็นอนุโลมปาณาติบาต ถูกห้ามด้วยสิกขาบทนี้

 ทรกรรม 

ข้อนี้  จะกล่าวเฉพาะเดียรฉาน เพราะมนุษย์ไม่เป็นวัตถุอันใครๆ จะพึงทรกรรมได้ทั่วไป
ทรกรรม   หมายความว่า  ประพฤติเหี้ยมโหดแก่สัตว์  ไม่ปราณี ดังจะชี้ตัวอย่างให้เห็นตามที่จัดเป็นแผนกดังนี้
ใช้การ   หมายถึง ใช้สัตว์ไม่มีปราณี ปล่อยให้อดอยากซูบผอม ไม่ให้กิน ไม่ให้นอน ไม่ให้หยุดพักผ่อนตามกาล ขณะใช้งานก็เฆี่ยนตี ทำร้ายร่างกายโดยไม่มีเมตตาจิต หรือใช้การเกินกำลังของสัตว์  เช่นให้เข็นภาระอันหนักเหลือเกิน  เป็นต้น จัดเป็นทรกรรมในการใช้การ
กักขัง   หมายถึง กักขังให้อดอยาก อิดโรย หรือผูกรัดไว้จนไม่สามารถจะผลัดเปลี่ยนอิริยาบถได้   จัดเป็นทรกรรมในการกักขัง
นำไป   พึงเห็นในการผูกมัด เป็ด ไก่ สุกร  หิ้วหามเอาศีรษะลง เอาเท้าขึ้น  ผู้ทำเช่นนี้จัดเป็น ทรกรรมในการนำไป
เล่นสนุก   พึงเห็นในการทึ้งปีก ทึ้งขาของสัตว์  มีตั๊กแตน และจิ้งหรีด เป็นต้น  เพื่อความสนุกของตน
ผจญสัตว์   พึงเห็นในการชนโค ชนกระบือ ชนแพะ ชนแกะ  ตีไก่  กัดปลา กัดจิ้งหรีด เป็นต้น
การทรกรรมสัตว์ทุกอย่าง   จัดเป็นอนุโลมปาณาติบาต ถูกห้ามด้วยสิกขาบทนี้  เช่นกัน

สิกขาบทที่ ๒ 

สิกขาบทนี้  (อทินนาทานา  เวรมณี)   แปลว่า เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้

กิริยาที่ถือเอา   หมายความว่า  ถือเอาด้วยอาการเป็นโจร 

สิ่งของที่เขาไม่ได้ให้  หมายความว่า สิ่งของที่มีเจ้าของทั้งที่เป็นสวิญญาณกทรัพย์ ทั้งที่เป็นอวิญญาณกทรัพย์อันผู้เป็นเจ้าของไม่ได้ยกให้เป็นสิทธิ์ขาด หรือสิ่งของที่ไม่ใช่ของใคร (โดยเฉพาะ) แต่มีผู้รักษาหวงแหน ได้แก่ สิ่งของที่อุทิศบูชาปูชนียวัตถุในศาสนานั้นๆ ของกลางในชุมชน ของสงฆ์และของมหาชนในสโมสรสถานนั้นๆ
สิกขาบทนี้ บัญญัติขึ้นด้วยหวังจะให้เลี้ยงชีวิตในทางที่ชอบ เว้นจากการเบียดกันและกัน คือ ไม่เบียดเบียนทรัพย์สินผู้อื่น
เมื่อเพ่ง ความประพฤติชอบธรรมในทรัพย์สมบัติของผู้อื่นเป็นใหญ่ ดังนั้น จึงไม่ใช่แต่โจรกรรมเท่านั้น แม้ความเลี้ยงชีพอนุโลมโจรกรรม  และกิริยาเป็นฉายาโจรกรรมก็ถูกห้ามตามสิกขาบทนี้ด้วย 

โจรกรรม 

โจรกรรม  ได้แก่ กิริยาที่ถือเอาสิ่งของที่ไม่มีผู้ให้ ด้วยอาการเป็นโจร เช่น ปล้นสะดม ลักขโมย ตีชิงวิ่งราว กรรโชค คือใช้อาชญาข่มขู่ และทุจริตคอรัปชั่น เป็นต้น 

ความเลี้ยงชีพอนุโลมโจรกรรม 

อนุโลมโจรกรรม   ได้แก่ กิริยาที่แสวงหาทรัพย์พัสดุในทางไม่บริสุทธิ์อันไม่ถึงเป็นโจรกรรม  ตัวอย่างเช่น
สมโจร   ได้แก่ กิริยาที่อุดหนุนโจรกรรม เช่น รับซื้อของโจร  เป็นต้น
ปอกลอก   ได้แก่ กิริยาที่คบคนด้วยอาการไม่ซื่อสัตย์ มุ่งหมายจะเอาแต่ทรัพย์สมบัติของเขาถ่ายเดียว เมื่อเขาหมดตัวแล้ว ก็ทิ้งไป
รับสินบน   ได้แก่ กิริยาที่ถือเอาทรัพย์พัสดุที่เขาให้ เพื่อช่วยทำธุระให้แก่เขาในทางที่ผิด เช่น เจ้าหน้าที่รับสินบนจากผู้ร้ายแล้วปล่อยให้พ้นความผิด เป็นต้น
ทรัพย์พัสดุที่ได้มาด้วยมิจฉาชีพเช่นนี้ ก็เป็นดุจเดียวกันกับของที่ได้มาด้วยโจรกรรม ไม่ทำความสุขให้เกิดแก่ผู้ได้ กลับเป็นปัจจัยแห่งความเสื่อมของผู้นั้น ให้เสียทรัพย์ เสียชื่อเสียง เสียยศศักดิ์ผู้รักตัวควรเว้นความหาเลี้ยงชีพอนุโลมโจรกรรมนี้เสีย แสวงหาทรัพย์พัสดุเลี้ยงตนและคนที่ควรจะเลี้ยงในทางที่ชอบด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง 

กิริยาเป็นฉายาโจรกรรม 

ข้อนี้  ได้แก่ กิริยาที่ทำทรัพย์พัสดุของผู้อื่นให้สูญเสีย และเป็นสินใช้ตกอยู่แก่ตน มีประเภทดังนี้
ผลาญ    ได้แก่  กิริยาทำอันตรายแก่ทรัพย์พัสดุของผู้อื่น เช่น เผาบ้าน เผารถยนต์ เผาไร่ เผานา หรือแกล้งตัดเงินเดือนและค่าจ้าง  เป็นต้น
หยิบฉวย    ได้แก่ กิริยาที่ถือเอาทรัพย์พัสดุของผู้อื่นด้วยความง่าย  เช่นบุตรหลาน ผู้ประพฤติเป็นพาล เอาทรัพย์ของมารดา บิดา ปู่ย่า ตายายไปใช้เสีย ญาติมิตร เอาทรัพย์ของญาติมิตรไปใช้  โดยมิได้บอกให้เจ้าของรู้

เป็นต้น
ผู้หวังความสวัสดีแก่ตน พึงเว้นกิริยาที่เป็นฉายาโจรกรรมเช่นนั้นเสีย นับถือกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นในความเป็นเจ้าของพัสดุ ให้เหมือนตนประสงค์จะให้ผู้อื่นเขานับถือตนฉะนั้น 

กรรมหนักหรือกรรมเบา 

เมื่อกล่าวโดยความเป็นกรรม อทินนาทาน จัดเป็นโทษหนักเป็นชั้นกัน โดยวัตถุ  เจตนา  และประโยค
โดยวัตถุนั้น   ถ้าของที่ทำโจรกรรมมีราคามาก  ทำฉิบหายให้แก่เจ้าของทรัพย์มาก ก็มีโทษมาก
โดยเจตนานั้น   ถ้าถือเอาด้วยโลภเจตนากล้า ก็มีโทษมาก
โดยประโยคนั้น  ถ้าถือเอาด้วยฆ่าหรือทำร้ายเจ้าของทรัพย์ หรือประทุษร้าย เคหะสถานและพัสดุของเขา ก็มีโทษหนัก

สิกขาบทที่ ๓ 

สิกขาบทนี้  (กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี) แปลว่าเว้นจากประพฤติผิดในกามทั้งหลาย
คำว่า   กาม   ในที่นี้  ได้แก่ กิริยาที่รักใคร่กันในทางประเวณี
ข้อนี้  บัญญัติขึ้นด้วยหวังจะป้องกันความแตกร้าวในหมู่มนุษย์ และทำเขาให้ไว้วางใจกันและกัน
เมื่อเพ่งความไม่ประพฤติผิดเป็นใหญ่ จึงได้หญิงเป็นวัตถุที่ห้ามของชาย ๓ จำพวก คือ ภรรยาท่าน ๑  หญิงผู้อยู่ในพิทักษ์รักษา  เช่น หญิงอยู่ในปกครองของบิดามารดาหรือญาติทั้งหลายผู้อยู่ในฐานะเช่นนั้น ๑  หญิงที่จารีตห้าม เช่น แม่ชี  หรือที่กฎหมายบ้านเมืองห้าม เป็นต้น ๑
หญิง ๓ จำพวกนี้  จะมีฉันทะร่วมกัน หรือมิร่วมกันไม่เป็นประมาณ ชายร่วมสังวาสด้วย ก็คงเป็นกาเมสุมิจฉาจาร ชายผู้ข่มขืนหญิงนอกนี้ คงไม่พ้นกาเมสุมิจฉาจาร เช่นเดียวกัน
ส่วนชายก็เป็นวัตถุที่ห้ามของหญิงเหมือนกัน เมื่อยกขึ้นกล่าวก็ได้ ๒ จำพวก คือ ชายอื่นจากสามีเป็นวัตถุที่ห้ามของหญิงมีสามี ชายที่จารีตห้าม เช่น นักบวช  นักพรต  เป็นต้น เป็นวัตถุที่ห้ามของหญิงทั้งปวง

สิกขาบทที่ ๔ 

สิกขาบทนี้  (มุสาวาทา  เวรมณี)  แปลว่า เว้นจากมุสาวาท  
ความเท็จได้ชื่อว่า  มุสา
กิริยาที่พูดหรือแสดงอาการมุสา      ได้ชื่อว่า มุสาวาทในที่นี้
ข้อนี้   บัญญัติขึ้นด้วยหวังจะห้ามความตัดประโยชน์ทางวาจา  เพราะคนทั้งหลายย่อมชอบและนับถือความจริงด้วยกันทุกคน  ผู้พูดมุสาแก่คนอื่นจึงเป็นการตัดประโยชน์ท่าน จัดว่าเป็นบาป
เมื่อเพ่งความจริงเป็นใหญ่  ดังนั้น จึงมิใช่แต่มุสาเท่านั้น  แม้อนุโลมมุสาและปฎิสสวะ ก็ถูกห้ามตามสิกขาบทนี้ด้วย 

มุสา 

ข้อนี้พึงกำหนดรู้ด้วยลักษณะอย่างนี้ วัตถุ (เรื่อง) ที่จะกล่าวนั้นไม่เป็นจริง ผู้กล่าวจงใจกล่าว และกล่าวให้คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง  เพื่อผู้ฟังเข้าใจผิด
การแสดงความเท็จ  เพื่อผู้อื่นเข้าใจผิดนั้น  ไม่เฉพาะด้วยวาจาอย่างเดียว  ใช้กายเขียนหนังสือ  ใช้มือให้สัญญาณ สั่นศีรษะ  เป็นต้น ก็เป็นมุสาวาทได้
มุสานั้น  มีประเภทที่จะพึงพรรณนาให้เห็นเป็นตัวอย่าง  ดังนี้
ปด   ได้แก่ มุสาจังๆ  ไม่อาศัยมูลเลย  เช่น เห็นแล้วบอกว่าไม่เห็น เป็นต้น 
เรียกชื่อต่างกันตามความมุ่งหมายของผู้พูด เช่น เพื่อยุให้เขาแตกกัน เรียกว่า ส่อเสียด เพื่อจะโกงท่าน เรียกว่า หลอก เพื่อจะยกย่อง  เรียกว่า ยอ  พูดไว้แล้วไม่รับคำ เรียกว่า กลับคำ เป็นตัวอย่าง
ทนสาบาน   ได้แก่ กิริยาที่เสี่ยงสัตย์ว่าจะพูด หรือจะทำตามคำสาบาน แต่ไม่ได้ตั้งใจจริงดังนั้น  เช่น พยานทนสาบานแล้วเบิกคำเท็จ เป็นตัวอย่าง
ทำเล่ห์กระเท่ห์    ได้แก่ กิริยาที่อวดอ้างความศักดิ์สิทธิ์ อันไม่เป็นจริง เช่น อวดรู้วิชาคงกระพันว่าฟันไม่เข้า ยิงไม่ออก เป็นต้น เพื่อให้คนหลงเชื่อถือ และพากันนิยมในตัว เป็นอุบายหาลาภ
มารยา   ได้แก่ กิริยาที่แสดงอาการให้เขาเห็นผิดจากที่เป็นจริง เช่นเป็นคนทุศีล ทำท่าทางให้เขาเห็นว่า เป็นคนมีศีล
ทำเลศ   ได้แก่ พูดเล่นสำนวน เช่น เดินไปพบคนหนึ่งสวนทางมา แล้วเดินเลยไปจากที่พบนั้น สมมติว่า ๒๐ วา มีคนมาถามว่า เห็นคนหนึ่งสวนทางไปไหม  ตอบว่า ข้าพเจ้าเดินมาตรงนี้ไม่เห็นใครเลยนอกจากผู้ถาม
เสริมความ   ได้แก่ พูดมุสาอาศัยมูลเดิม แต่เสริมให้มากกว่าที่เป็นจริง เช่น โฆษณาเครื่องดื่ม หรืออาหารเสริมบางอย่างว่า เป็นยาชูกำลัง หรือรักษาโรคมะเร็งได้ เป็นตัวอย่าง
อำความ  ได้แก่ พูดมุสาอาศัยมูลเดิม แต่ตัดข้อความที่ไม่ประสงค์จะให้รู้ออกเสีย เพื่อทำความเข้าใจให้เป็นอย่างอื่น  เช่น นักเรียนกลับจากโรงเรียนแล้วไปบ้านเพื่อน ผู้นิสัยเหมือนกัน แล้วพากันไปเที่ยวแหล่งอบายมุข กลับบ้านผิดเวลา บิดามารดาถามว่า เหตุไฉนจึงกลับบ้านเช้า เขาตอบว่าไปบ้านเพื่อน เป็นตัวอย่าง 

กรรมหนัก หรือกรรมเบา 

เมื่อกล่าวโดยความเป็นกรรม มุสาวาท จัดว่ามีโทษหนักเป็นชั้นกันโดยวัตถุ เจตนา และประโยค
โดยวัตถุ   ได้แก่ กล่าวมุสาแก่ท่านผู้มีคุณแก่ตน คือ พ่อ แม่ ครู เจ้านาย และผู้มีคุณต่อส่วนรวม คือ ผู้มีศีลธรรมมีโทษหนัก
โดยเจตนา  คือ ถ้าผู้พูดคิดให้ร้ายแก่ท่าน เช่น ทนสาบานเบิกความเท็จ กล่าวใส่ความท่าน หลอกลวงเอาทรัพย์ท่าน  เป็นต้น มีโทษหนัก
โดยประโยค  คือ ถ้าผู้พูดพยายามสร้างเรื่องเท็จ เช่น มุสาว่าจะสร้างวัดแล้วพิมพ์ใบฎีกาเรี่ยไร อ้างสถาบัน อ้างองค์กรการกุศลต่างๆ มาหลอกลวงทรัพย์สินเงินทองชาวบ้านมีโทษหนัก 

อนุโลมมุสา 

ข้อนี้พึงกำหนดรู้ด้วยลักษณะอย่างนี้  วัตถุ  (เรื่อง)  ที่จะกล่าวนั้น ไม่เป็นจริง แต่ผู้กล่าวไม่จงใจจะกล่าวให้ผู้ฟังเข้าใจผิด มีประเภทที่จะพึงพรรณนาให้เห็นเป็นตัวอย่าง  ดังนี้
เสียดแทง    ได้แก่ กิริยาที่ว่าผู้อื่นให้เจ็บใจ ด้วยอ้างวัตถุที่ไม่เป็นจริง กล่าวยกให้สูงกว่าพื้นเพของเขา เรียกว่า ประชด  หรือกล่าวทำให้เป็นคนเลวกว่าพื้นเพของเขา  เรียกว่าด่า
สับปลับ     ได้แก่ พูดปดด้วยความคะนองวาจา แต่ผู้พูดไม่ได้จงใจจะให้เขาเข้าใจผิด เช่นรับปาก หรือปฏิเสธใครง่ายๆ  แล้วไม่ปฏิบัติตามที่รับหรือปฏิเสธนั้น 

ปฏิสสวะ

ปฏิสสวะ   คือ เดิมรับท่านด้วยเจตนาบริสุทธิ์ คิดจะทำตามรับไว้จริง แต่ภายหลังหาทำอย่างนั้นไม่ พึงเห็นตัวอย่างดังนี้
ผิดสัญญา    ได้แก่ ทั้งสองฝ่ายทำสัญญาแก่กันไว้ว่า จะทำเช่นนั้นๆ แต่ภายหลังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ทำตามข้อที่สัญญาไว้
เสียสัตย์    ได้แก่ ให้สัตย์แก่ท่านฝ่ายเดียว ว่าจะทำหรือไม่ทำเช่นนั้น  แต่ภายหลังไม่ทำตามนั้น เช่น ให้สัตย์ว่าจะเลิกค้ายาบ้า แต่พอได้โอกาสก็ค้าอีก เป็นต้น
คืนคำ    ได้แก่ รับปากท่านว่าจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ไม่ทำตามพูด เช่นรับปากจะให้สิ่งนั้นๆ  แก่ท่านแล้วหาให้ไม่

สิกขาบทคำรบ ๕

สิกขาบทนี้ (สุราเมรยมัชชปมาทัฎฐานา เวรมณี) แปลว่า เว้นจากดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท 

โทษของสุราและสิ่งมึนเมา 

สุรา  ทำให้เกิดความเมา
ความเมา  ทำให้ขาดสติ
ความขาดสติ  ทำให้หลงผิด
ความหลงผิด  เป็นเหตุให้พูดผิดและทำผิด
ผู้พูดผิด ทำผิด  ทุคติเป็นอันหวังได้
เพราะฉะนั้น สุราและสิ่งมึนเมาทุกชนิด จึงไม่ควรดื่ม และไม่ควรเสพ แต่นักดื่ม และนักเสพสิ่งเสพติดทั้งหลายมักจะเห็นผิดเป็นชอบ มองเห็นสิ่งที่มีโทษว่ามีคุณ มองสุราว่าทำให้ลืมความทุกข์ได้ จึงตั้งชื่อว่า บรมสร่างทุกข์  มองฝิ่นว่าเสพแล้วทำให้เป็นคนอารมณ์เยือกเย็น ไม่อาทรร้อนใจอะไร จึงตั้งชื่อให้ว่า สุขไสยาศน์  มองกัญชาว่า สูบแล้วทำให้จิตไร้วิตกกังวล นอนหลับได้สนิท  จึงตั้งชื่อให้ว่า เทวราชบรรทม แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น การที่เขาลืมความทุกข์ก็ดี การที่เขานอนอย่างมีความสุขก็ดี  การที่จิตใจของเขาไร้ความวิตกกังวลกับสิ่งต่างๆ  ก็ดี ล้วนเป็นผลมาจากการเมาสุราและยาจนขาดสติสัมปชัญญะ ที่จะรู้สึกถึงความผิดชอบชั่วดีทั้งสิ้น เมื่อฤทธิ์สุราและยาหมดไป จิตใจก็กลับทุกข์อย่างเดิม ต้องเสียทรัพย์ไปซื้อหาสิ่งเหล่านั้นมาเสพอีก ทั้งทำให้เป็นคนเกียจคร้าน ไม่ประกอบอาชีพการงาน มีแต่ล้างผลาญทรัพย์อย่างเดียว
ดังนั้น ที่ถูกสุราควรตั้งชื่อว่า  บรมสร้างทุกข์  ฝิ่นควรตั้งชื่อว่า สุขพินาศ  กัญชาควรตั้งชื่อว่า  ปีศาจน์บรรทม   รวมสุราและยาเสพติดทุกอย่างควรตั้งชื่อว่า บรมล้างผลาญ  เพราะผลาญทรัพย์สิน เงินทอง เกียรติยศชื่อเสียง และคุณงามความดี จนหมดสิ้น  เพราะฉะนั้น  สุราและสิ่งเสพติดทั้งหลายจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรดื่ม ไม่ควรเสพ หรือแม้แต่เพียงจะทดลอง 

วิรัติคือความละเว้น 

บุคคลผู้เว้นจากข้อห้ามในสิกขาบท  ๕  ประการนั้น ได้ชื่อว่า ผู้มีศีล กิริยาที่เว้นนั้นมี  ๓  ประเภท  คือ
๑.  สัมปัตตวิรัติ  
๒.  สมาทานวิรัติ   
๓.  สมุจเฉทวิรัติ 
สัมปัตตวิรัติ    แปลว่า ความละเว้นจากวัตถุอันถึงเข้า โดยไม่ได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้ล่วงหน้า แต่บุคคลนั้นพิจารณาเห็นการที่ทำดังนั้นไม่สมควรแก่ตนโดยชาติตระกูล ยศ ศักดิ์ ทรัพย์  บริวาร ความรู้ หรือมีใจเมตตาปรานี คิดถึงเราบ้าง เขาบ้าง  มีหิริ คือความละอายแก่ใจ มีโอตตัปปะ คือความเกรงกลัวจะได้บาป หรือคิดเห็นประโยชน์ในการเว้นอย่างอื่นๆ อีก และเขาไม่กระทำกรรมเห็นปานนั้น
ส่วนบุคคลผู้ไม่มีโอกาสจะทำ เช่น คนหัวขโมยยังไม่ได้ท่วงที  ยังลักของเขาไม่ได้ จึงเว้นไว้ก่อน ดังนี้ ไม่จัดว่าเป็นวิรัติเลย
สมาทานวิวัติ   แปลว่า ความละเว้นด้วยการสมาทาน ได้แก่ ความละเว้นของพวกคนจำศีล เช่น ภิกษุ สามเณร  อุบาสก และอุบาสิกา เป็นต้น
การงดเว้นจากวัตถุอันถึงเข้า ด้วยเห็นว่า ไม่สมควรจะทำ และการงดเว้นด้วยการสมาทาน คือ การไม่ล่วงข้อห้ามของนักบวช  นักพรตทั้งหลาย นอกจากจะจัดเป็นวัติแล้ว ยังจัดเป็นพรต  คือ ข้อควรประพฤติของเขาด้วย
สมุจเฉทวิรัติ   แปลว่า ความละเว้นด้วยตัดขาด ได้แก่ ความเว้นของพระอริยเจ้า ผู้มีปกติไม่ประพฤติล่วงข้อห้ามเหล่านั้นจำเดิมแต่ท่านได้เป็นพระอริยเจ้า
ศีล ๕ ประการนี้ เป็นวินัยในพระพุทธศาสนา สาธารณะแก่บรรพชิต และคฤหัสถ์ทั้งสองฝ่าย  ผู้ถือพระพุทธศาสนาแท้จริง ย่อมรักษายิ่งบ้าง หย่อนบ้าง ตามภูมิของเขา  ฝ่ายผู้ไม่ได้รักษาเสียเลย จะเป็นได้ดีที่สุดก็แต่เพียงผู้สรรเสริญพระพุทธศาสนาเท่านั้น

ดาวน์โหลดสื่อการสอน

เห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ โปรดแชร์....