มารยาทไทย
มารยาทไทย คือการแสดงอิริยาบถต่าง ๆ ที่มีความสุภาพอ่อนน้อมละเมียดละไมทั้งกิริยา วาจา ที่สุภาพเรียบร้อย รวมทั้งการแต่งกายที่มีระเบียบ เหมาะสมกับกาลเทศะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย
กิริยามารยาทที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำวัน โดยทั่วไปก็สามารถปฏิบัติได้อย่างดีงาม แต่ในปัจจุบันนี้ บางครั้งยังมีข้อบกพร่อง จึงใคร่เสนอเฉพาะบางเรื่องที่เกี่ยวกับมารยาทในสังคม
วาจาก็เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการใช้น้ำเสียงในการพูดจา ข้อความเดียวกัน อาจแปรความหมายได้ไม่เหมือนกัน เมื่อใช้น้ำเสียงต่างกัน ซึ่งมิได้เน้นหนักไว้ ณ ที่นี้
การนั่ง
โดยทั่วไปแล้ว การนั่งต่อหน้าผู้ใหญ่ ผู้นั่งจะต้องนั่งอยู่ในท่าสำรวม ถ้านั่งกับพื้นต้องพับเพียบเก็บปลายเท้า มือวางประสานกัน ถ้านั่งเก้าอี้ไม่ควรไขว่ห้าง ไขว้ขา เหยียดเท้า หรือเอามือพาดพนักเก้าอี้ เวลาพูดกับผู้ใหญ่ ถ้านั่งต่อหน้าผู้ใหญ่มีอาวุโสมาก นิยมนั่งลงศอก
1. การนั่งเก้าอี้ นั่งตัวตรง หลังพิงพนักเก้าอี้ เท้าชิด มือวางบนหน้าขา ถ้าเป็นเก้าอี้มีเท้าแขน เมื่อนั่งตามลำพังจะเอาแขนพาดแขนก็ได้ ไม่ควรนั่งเอาปลายเท้าหรือขาไขว้กันอย่าง “ไขว่ห้าง” ควรนั่งเต็มเก้าอี้ อย่านั่งโยกเก้าอี้ ถ้าเป็นหญิงต้องระมัดระวังเครื่องแต่งกายอย่าให้ประเจิดประเจ้อ
2. การนั่งเก้าอี้ลงศอก มักใช้เมื่อพูดกับผู้ใหญ่อาวุโสมาก การนั่งคือ หลังไม่พิงพนักเก้าอี้ วางแขนลงบนหน้าขา มือวางประสานกัน น้อมตัวลง เงยหน้าเล็กน้อย ไม่ควรไขว่ห้าง ไขว้ขา เหยียดเท้า หรือเอามือพาดพนักเก้าอี้
3. การนั่งเก้าอี้ต่อหน้าผู้ใหญ่ อาวุโสมาก โดยธรรมดาการนั่งเก้าอี้แบบนี้มักจะนั่งหลังไปพิงพนัก ตัวตรง มือวางประสานกัน
สำหรับชาย ให้ทรุดตัวนั่งเต็มเก้าอี้ หลังไม่พิงพนัก ตัวตรง มือประสานกัน โดยคว่ำมือหนึ่งหงายมือหนึ่ง เข่าห่างกันเล็กน้อย ส้นเท้าชิดกัน และผายปลายเท้าเล็กน้อย
สำหรับหญิง เมื่อเริ่มนั่ง ให้ทรุดตัวลงนั่งเพียงครึ่งก้น แล้วค่อย ๆ เขยิบนั่งในลักษณะเต็มก้น หลังไม่พิงพนัก ตัวตง มือวางประสานกัน หัวเข่า ส้นเท้า และปลายเท้าอยู่ในลักษณะชิดกัน
ทั้งชายและหญิงเมื่อลุกจากเก้าอี้ ควรย่อตัวแล้วเอี้ยวตัวใช้มือจับพนักเก้าอี้เลื่อนถอยหลังไปเล็กน้อย แล้วจึงถอยตัวกลับออกมา อย่าใช้ท้องขาดันเก้าอี้ให้ถอยออกไป
4. การนั่งกับพื้นตามลำพัง นั่งพับเพียบในลักษณะสุภาพ ยืดตัว ไม่ต้องเก็บปลายเท้า แต่หย่าเหยียดเท้า มือไว้บนตักก็ได้ ผู้หญิงจะนั่งเท้าแขนก็ได้ การเท้าแขนอย่าเอาท้องแขนไว้ข้างหน้า ให้ปลายมืออยู่ข้างหน้า ผู้ชายไม่ควรนั่งเท้าแขน นั่งปล่อยแขนได้
5. การนั่งพับเพียบต่อหน้าผู้ใหญ่ ต้องเก็บปลายเท้า โดยเบนปลายเท้าเข้าหาสะโพก ตัวตรง มือวางประสานกัน โดยปกติมักนั่งพับเพียบทับซ้าย โดยให้ขาซ้ายทาบพื้นและขาขวาคว่ำทับ ให้คว่ำมือตามคือ หายมือซ้ายและคว่ำมือขวาตาม ทั้งนี้เพื่อสะดวกในการรับของ
6. การนั่งคุกเข่า นั่งตัวตรง วางกันลงส้นเท้า ปลายเท้าตั้ง มือทั้งสองประสานกัน หรือจะวางคว่ำบนหน้าขาก็ได้
การยืน
1. การยืนเฉพาะพระพักตร์ ให้ยืนตรงขาชิด ปลายเท้าห่างกันเล็กน้อย มือประสานกัน ค้อมส่วนบนตั้งแต่ส่วนบนเหนือเอวขึ้นไปลงให้มาก เงยหน้าเล็กน้อย
2. การยืนตามลำพัง จะยืนอย่างไรก็ได้ แต่ให้เป็นลักษณะสุภาพ ขาชิดสง่าไม่หันหน้าหรือแกว่งแขนไปมา จะยืนเล็กน้อยพองามก็ได้
3. การยืนต่อหน้าผู้ใหญ่ ต้องยืนตรง ขาชิด ปลายเท้าห่างเล็กน้อย มือทั้งสองแนบข้างหรือยืนตรง ค้อมส่วนบนเล็กน้อย มือประสานกัน
4. การยืนเคารพธงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี ยืนขึ้นอย่างสุภาพ และตัวตรง หันหน้าไปทางพระองค์ท่าน ยืนตรงจนจบเพลง ถ้าพระองค์ปรากฏตัวต้องถวายความเคารพเมื่อเห็นพระองค์ครั้งหนึ่ง และเมื่อเพลงจบก็ถวายความเคารพอีกครั้งหนึ่ง แล้วนั่งหรือเคลื่อนที่
การเดิน
การเดิน เป็นการเสริมสร้างบุคลิกคืออยู่ในท่ายืน ก้าวขาตรงออกทีละข้างสลับกันงอเท่าแล้ววางเท้า ให้ตรงเหมือนเดินบนกระดานแผ่นเดียว ควรเดินให้เรียบร้อย ไม่หัวเราะดังหรือสัพยอกกันเอะอะ ไม่ส่ายตัว ตั้งศีรษะตรง แขนแกว่งพองามไม่สูงจนน่าเกลียด ถ้าเดินเป็นหมู่ควรจะเหลียวดูรอเพื่อนที่ตามมาข้างหลัง ไม่เดินเร็วหรือช้าจนเกินไป การเดินที่ควรสนใจมีดังนี้คือ –
1. การเดินตามผู้ใหญ่ ให้เดินทางซ้าย ระดับต่ำกว่าผู้ใหญ่เล็กน้อย ช่วงก้าวพองาม ควรเดินอย่างสุภาพ ไม่ส่ายตัว หรือโคลงศีรษะ
2. การเดินนำผู้ใหญ่ ให้เดินทางขวามือของผู้ใหญ่ ค้อมตัวเล็กน้อย
3. การเดินคุกเข่า มักชอบเรียกกันว่า “คลานเข่า” ความจริงเป็นการเดินอย่างหนึ่ง ใช้เมื่อต้องการเข้าไปหาหรือผ่านผู้ใหญ่ที่กำลังนั่งอยู่ โดยการคู้เข่าทั้งสองข้าง ลำตัวตั้งตรง มืออยู่ข้าง ๆ ตัว ยกเข่าขวา-ซ้ายไปข้างหน้า สลับข้างกัน ปลายเท้าตั้ง ช่วงก้าวพองาม ไม่กระชั้นเกินไป มือห้อยข้าง แกว่งได้เล็กน้อย
4. การเดินเข้าสู่ที่ชุมชน
การเดินเข้าสู่ที่ชุมชนที่นั่งเก้าอี้
- เดินเข้าไปอย่างสุภาพ
- เมื่อเดินผ่านผู้ที่นั่งอยู่ก่อน ควรก้มตัวเล็กน้อย ถ้าผู้นั่งเป็นผู้มีอาวุโสมากก็ก้มตัวมาก ควรระวังอย่าให้เสื้อผ้าหรือร่างกายไปกรายผู้อื่น
- ถ้าไม่มีการกำหนดที่นั่ง ก็นั่งเก้าอี้ที่สมควรโดยสุภาพ อย่าลากเก้าอี้ให้ดังหรือโยกย้ายเก้าอี้ไปจากระดับที่ตั้งไว้ ถ้าเป็นที่นั่งกำหนดไว้นั่งตามที่นั่งขอ
การเดินเข้าสู่ที่ชุมชนที่นั่งกับพื้น
- เดินอย่างสุภาพ
- เมื่อผ่านผู้ใหญ่ที่นั่งให้ก้มตัวมากหรือน้อยสุดแต่ระยะใกล้-ไกล หรือผู้ที่นั่งมีอาวุโสมากหรือน้อย ควรระวังอย่าให้เสื้อผ้าหรือส่วนของร่างกายไปกราบผู้อื่น
- ผ่านแล้วเดินตามธรรมดา
- ถ้าผ่านะระยะใกล้มากใช้ “เดินเข่า”
5. การผ่านผู้ใหญ่
การผ่านผู้ใหญ่อาวุโสมาก (คุ้นเคย) ขณะนั่งพื้นหรือเก้าอี้
- ให้เดินเข่าเข้ามาใกล้พอสมควร
- นั่งพับเพียบเก็บปลายเท้า กราบตั้งมือ ๑ ครั้ง
- เมื่อผ่านให้คลานมือ ปลายเท้าตั้งกับพื้น ถ้าผู้ใหญ่ทักทาย ให้นั่งพับเพียบมือประสานกันเมื่อจนการสนทนาให้กราบอีก ๑ ครั้ง แล้วจึงคลานลงมือผ่านไป ถ้าเป็นผู้ที่ไม่คุ้นเคย ไม่ต้องกราบ และเมื่อจะผ่าน ให้ค้อมตัวลง แล้วเดินเข่าผ่านไป
- เมื่อจะผ่าน ให้เดินค้อมตัวผ่าน ถ้าผู้ใหญ่ทักทาย ให้ยืนมือวางประสานกัน ค้อมศีรษะเล็กน้อย และเมื่อจบการสนทนา ให้ไหว้อีกครั้ง จึงเดินค้อมตัวผ่านไป
- ให้เดินเข้าไปใกล้พอสมควร ค้อมตัวไหว้ระดับ ๒
- ถ้าเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่คุ้นเคย ไม่ต้องไหว้ เมื่อจะผ่าน ให้เดินค้อมตัวผ่านไปเลย
- ให้เดินเข้าไปให้ได้ระยะพอสมควร ยกมือไหว้ระดับ ๓
- เมื่อจะผ่าน ให้เดินค้อมตัวผ่าน ไม่แกว่งแขน มือแนบอยู่ข้างลำตัว
- ถ้าเป็นผู้ที่ไม่คุ้นเคย ไม่ต้องไหว้ ให้ค้อมตัวผ่านไปเลย
การหมอบ
ท่าอิริยาบถนั่งพับเพียบ เก็บปลายเท้า (คืองอปลายเท้าข้างที่เหยียดยาวเข้ากับตัว) และหมอบลงไม่ให้เข่าข้างที่ยื่นออกอยู่ระหว่างแขนสองข้าง ซึ่งทอดราบกับพื้น มือประนม (ถ้าเป็นระยะเวลานาน หรือไม่ใช่ในขณะกราบบังคมทูล จะไม่ประนมมือ ใช้ประสานมือก็ได้) หน้าเงยพองาม
เมื่อจะลุกขึ้นจากหมอบ ต้องยกส่วนสะโพกขึ้นก่อน โดยกดท้องแขนทั้งสองลงบนพื้นแล้วยกตัวตาม
การคลาน
การคลานมีหลายลักษณะ เช่น คลานมือ คลานศอก และคลานยกของ จะเป็นคลานลงมือหรือยกของก็ตาม จะต้องคลานโดยใช้ปลายเท้าหรือปลายรองเท้าตั้งเสมอ
๑. คลานลงมือ
ใช้ในกรณีคลานไม่ได้ถือของแบบเดียวกันทั้งหญิงและชาย
- นั่งคุกเข่าตัวตรง โน้มตัวลงเอามือจดพื้น ท้องมือติดพื้นนิ้วชิดกัน ปลายเท้าติดพื้นนิ้วชิดกัน ปลายเท้าตั้ง
- คลานโดยสืบเข่าและสืบมือไปข้าหน้าสลับกัน อย่าให้ส่วนหลังโค้งและอย่าให้ท้องย้อยต่ำ ซึ่งจะทำให้สะโพกยก คลานตรง ๆ อย่าส่ายสะโพก
- คลานโดยให้ระยะห่างของมือ และระยะห่างของเท้าเท่ากันตลอดทาง อย่าให้มือชิดกัน ห่างกันเท่าระยะช่วงไหล่
๒. คลานศอก
ท่าลักษณะเช่นเดียวกับการคลานลงมือ แต่ให้ท้องแขนทั้งสองข้างแนบราบลงกับพื้นให้ศอก เคลื่อนไปข้างหน้าแทนมือ แขนและขาจะเคลื่อนไปพร้อม ๆ กัน และข้างเดียวกันตลอด ใช้คลานเฉพาะผู้ชาย เพื่อแสดงความเคารพยิ่งขึ้น
๓. คลานยกของ
ถ้ายกของ ถือของคลาน จะต้องคลานในแบบคลานยกของ หรือที่เรียกกั้นทั่ว ไปว่า “คลานโยก” ยกของมือเดียวคลานแบบหนึ่ง ยกสองมือคลานอีกแบบหนึ่ง
การยกของคลานสำหรับผู้หญิง ถ้าเป็นของเล็กยกมือเดียว ของใหญ่ยกสองมือแต่สำหรับผู้ชายตามประเพณีที่ยึดถือกันมาไม่ว่าของที่จะยกหรือถือจะใหญ่หรือเล็กเพียงใดก็ตามจะต้องยกสองมือเสมอ
คลานยกของมือเดียว (เฉพาะผู้หญิง)
- ถือของด้วยมือขวา แขนขวาตั้งฉากกับลำตัว
- ก้าวเข่าไปข้างหน้าพร้อมกับลากขาอีกข้างหนึ่งตามไป
- มือซ้ายหย่งมือแตะพื้น (คือจรดพื้นแต่ปลายนิ้ว)
- ปลายเท้าหรือปลายรองเท้าต้องตั้งอยู่เสมอ
ระหว่างคลาน ให้ตัวตรง หน้าตรง และคลานให้สม่ำเสมอตลอดระยะทาง ไม่หยุดชะงักเป็น
ตอน ๆ
สำหรับชายในปัจจุบันนี้ไม่ได้ห้ามการยกของมือเดียวโดยเคร่งครัด การยกของหรือเชิญของใน
ราชสำนัก สำหรับชายจึงควรอนุโลมคลานแบบหญิงอย่างข้างต้นนี้
คลานยกสองมือ การคลานยกสองมือชายและหญิงทำแตกต่างกัน
-
แบบชาย
- ถือของสองมือในระดับหน้าท้อง แขนตั้งฉาก ไม่กางศอก
- นั่งคุกเข่า
- ยกเข่าไปข้างหน้า ตัวเฉียงพร้อมกับวาดเท้าอีกข้างหนึ่งไปหาเท้างอเข่าข้างที่ยกไป
- ปลายเท้าตั้ง ทำเช่นนี้สลับข้างกัน ระหว่างคลานลำตัวตั้งตรง ค่อนข้างยกอก เมื่อคลานถึงที่ต้องหยุดให้ตรงไม่ใช่เฉียงตัว
ข้อควรระวังในการคลานยกของแบบนี้ก็คือ ไม่ให้ของที่ยกเฉียงไปตามตัว การที่จะไม่ให้ของ
ที่ยกต้องเฉียงไปเฉียงมา ก็โดยอาศัยแขน เมื่อตัวเฉียงไปทางไหนก็ยืดแขนข้างเดียวกันให้ยาวออกไป แขนอีกข้างไม่ยึดของที่ยกนั้นก็จะอยู่ตรงไม่เฉียงไปเฉียงมา
ข. แบบหญิง
- ถือของสองมือ
- ยกเข่าข้างหนึ่งตั้ง
- ลากขาอีกข้างหนึ่งตาม
- เมื่อเข่าเสมอกันลดลงพร้อมกันให้เข่าที่ตั้งจรดพื้น เข่าของขาที่ลากมาอยู่สูงกว่าพื้นเล็กน้อย
- ยกเข่าข้างที่ไม่จรดพื้นไปข้างหน้า แล้วลากขาของเข่าที่จรดพื้นไปแล้วทำเช่นข้างต้น ทำอย่างนี้สลับกันไป และให้สม่ำเสมอไม่ขาดชะงักเป็นตอน ๆ
การแสดงความเคารพ
การไหว้
เป็นการทำความเคารพแบบไทย การไหว้นั้นต้องประนมมือให้นิ้วทั้งสองชิดกัน (ถ้าเป็นการประนมมือต้องให้มือที่ประนมอยู่ระหว่างกลางอก) ให้ปลายนิ้วตั้งตรงขึ้นเบื้องบน แล้วยกมือขึ้นให้นิ้วหัวแม่มืออยู่ตรงกันเสมอ ถ้าไหว้ผู้มีศักดิ์เสมอกัน ไม่ต้องก้มศีรษะ ถ้าไหว้ผู้อาวุโสกว่าต้องก้มศีรษะมากน้อยตามอาวุโส อย่าไหว้ไปข้าง ๆ ต้องให้หน้าตรงไปทางผู้ที่เราแสดงความเคารพเสมอ
ระดับของการไหว้
การไหว้มีอยู่ ๓ ระดับ คือ
ระดับ ๑ ไหว้พระ
การไหว้ระดับ ๑ ได้แก่การไหว้พระภิกษุสงฆ์ให้นิ้วหัวแม่มือจรดระหว่างคิ้ว ปลายนิ้วชี้จรดตีนผมแนบให้ชิดหน้าผาก
สำหรับชาย ให้ค้อมตัวลง
สำหรับหญิง ให้ก้าวขาขวาออกไปข้างหน้าเล็กน้อย ย่อตัวลง
ระดับ ๒ ไหว้บิดามารดา ครูบา-อาจารย์ และปู่ ย่า ตา ยาย
ให้ประนมมือนิ้วหัวแม่มือจรดปลายจมูก ปลายนิ้วชี้จรดระหว่างคิ้ว
สำหรับชาย ค้อมตัวลงเล็กน้อย
สำหรับหญิง ย่อตัวแต่พองาม
ระดับ ๓ ไหว้ผู้เคารพนับถือทั่วไป
การไหว้ระดับ ๓ นี้ ได้แก่การไหว้ผู้เคารพนับถือทั่วไป รวมทั้งผู้มีฐานะเสมอกัน ให้ประนมหัวแม่มือจรดปลายคาง ปลายนิ้วชี้จรดปลายจมูก ก้มหน้าเล็กน้อย ไม่ต้องค้อมตัว หรือย่อตัว
การรับไหว้
ให้สำหรับการรับการเคารพจากผู้มีอาวุโสน้อยกว่า คือให้ประนมมือระดับอก ปลายนิ้วอยู่ระหว่างปลายคาง ก้มหน้าเล็กน้อย
การกราบ
การกราบเป็นการเคารพผู้มีอาวุโสสูง ขั้นต้นต้องหมอบ การหมอบให้นั่งพับเพียบเก็บปลายเท้า แล้วหมอบลงให้แขนทั้งสองข้างอยู่สองข้างเท่าที่ยื่นออกมา เมื่อกราบก็ประนมมือให้อยู่ในระดับพื้น แล้วก้มศีรษะลงไปจรดหัวแม่มือ อย่ายกหัวแม่มือขึ้นรับเป็นอันขาด
ถ้ากราบบุคคลธรรมดา ก็กราบโดยตั้งมือและกราบครั้งเดียว
ถ้ากราบพระพุทธรูปหรือพระภิกษุ ให้คว่ำมือลงและกราบ ๓ ครั้ง
การกราบจำเป็นต้องอาศัยการหมอบ เมื่อจะลุกขึ้นต้องวางแขนทั้งสองข้างราบกับพื้นยกส่วนสะโพกขึ้นก่อน แล้วจึงยกตัวตาม
การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์
ใช้เมื่อกราบพระพุทธรูป หรือกราบพระภิกษุ โดยให้หน้าผาก ๑ มือ ๒ เข่า ๒ จรดพื้น เริ่มต้นด้วยการนั่งคุกเข่า ปลายเท้าตั้ง ยกมือขึ้นประนมในท่าไหว้พระ หัวแม่มือจรดกลางหน้าผาก แล้วก้มลงกราบโดยให้แขนทั้งสองข้างลงพร้อมกัน มือทั้งสองคว่ำเล็กน้อยพอให้หน้าผากจรดพื้นได้ แล้วลุกขึ้นนั่งในท่าคุกเข่ากราบ เช่นนี้ ๓ ครั้ง แล้วไหว้ โดยให้หัวแม่มือจรดกลางหนาผากอีกครั้งหนึ่ง แล้วนั่งตามปกติ ขั้นตอนการกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ มีดังนี้
๑. ท่าเตรียมกราบ
สำหรับชาย ให้นั่งท่าพรหม เขายันพื้นห่างพอสมควร ขาพับไปข้างหลัง ปลายเท้าตั้งส้นเท้าและปลายเท้าชิดกัน ก้นนั่งทับบนส้นเท้า ตัวตรง มือวางบนหน้าขาทั้งสอง
สำหรับหญิง นั่งท่าพรหมแบบหญิง (ท่านั่งเทพธิดา) หัวเข่ายันพื้น เข่าชิดกัน ขาพับไปข้างหลัง ตั้งแต่หัวเข่าถึงปลายเท้าราบไปกับพื้น ก้นนั่งทับบนส้นเท้า
๒. การกราบจังหวะที่ ๑ เรียกว่า “อัญชลี”
ให้ประนมมือระดับอก ปลายนิ้วเบนจากทรวงอก ๔๕ องศา ไม่ควรกางแขนหรือบีบแขนแนบตัวมากเกินไป
๓. การกราบจังหวะที่ ๒ เรียกว่า “วันทา”
ไหว้ยกมือที่ประนมขึ้น พร้อมกับก้มศีรษะลงรับมือเล็กน้อย นิ้วหัวแม่มือจรดหว่างคิ้ว ปลายนิ้วชี้จรดตีนผม
๔. การกราบจังหวะที่ ๔ เรียกว่า “อภิวาท”
สำหรับชาย กราบโดยก้มตัวลง ให้มือและแขนทาบพื้น มือห่างกันประมาณ ๑ คืบ โดยให้ข้อศอกต่อหัวเข่า
สำหรับหญิง ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับชาย แต่เวลาก้มตัวลงกราบจรดพื้นแล้วให้ศอกคร่อมหัวเข่า ไม่ต่อเขาแบบชาย
เมื่อกราบครบ ๓ ครั้งแล้ว ทั้งชายและหญิงปฏิบัติเหมือนกัน กล่าวคือ ให้ยกมือที่ประนมขึ้น โดยปฏิบัติเช่นเดียวกับจังหวะที่ ๒ ให้นิ้วหัวแม่มือจรดหว่างคิ้ว ปลายนิ้วจรดตีนผม พร้อมกันก้มศีรษะลงรับมือเล็กน้อย กระทำเช่นนี้เพียง ๑ ครั้ง เป็นท่าจบ แล้วจึงเปลี่ยนอิริยาบถ
การแสดงความเคารพผู้ใหญ่
การเคารพผู้ใหญ่อาวุโสมากขณะนั่งพื้น
ให้คลานลงมือเข้าไปใกล้พอสมควร นั่งพับเพียบทับซ้าย เก็บปลายเท้า ทอดแขนทั้งสองขนานกับพื้น พร้อมกับก้มกราบโดยตั้งมือเพียง ๑ ครั้ง
การเคารพผู้ใหญ่อาวุโสไม่มากขณะนั่งพื้น
ให้เดินเข้าไปใกล้พอสมควร นั่งพับเพียบทับซ้าย เก็บปลายเท้า ยกมือไหว้ระดับ ๒ หรือ ๓
การเคารพผู้ใหญ่อาวุโสมากขณะนั่งเก้าอี้
ให้คลานลงมือเข้าไปในระยะใกล้พอสมควร แล้วนั่งพับเพียบทับซ้าย กราบโดยตั้งมือเพียงครั้งเดียว เช่นเดียวกับการเคารพผู้ใหญ่อาวุโสมากขณะนั่งพื้น
การเคารพผู้ใหญ่อาวุโสไม่มากขณะนั่งเก้าอี้
ให้เดินเข้าไปใกล้พอสมควร แล้วคู้เขาทั้งสองข้าง ค้อมตัวยกมือไหว้ระดับ ๒ หรือ ๓
การเคารพผู้ใหญ่ขณะเดินสวนกัน
ให้หยุดยืนตรงพร้อมกับค้อมศีรษะเล็กน้อย รอให้ผู้ใหญ่เดินผ่านไปก่อน แล้วจึงค่อยเดินไป
การถวายความเคารพ
การคำนับของชาย
การก้มศีรษะคำนับต้องอยู่ในลักษณะยืนตรง มือแนบข้าง ก้มศีรษะช้า ๆ อย่าให้เป็นการผงกศีรษะ ถ้าเป็นการถวายคำนับให้ก้มต่ำ ก้มเฉพาะส่วนบนเหนือเอวเท่านั้น การถวายคำนับนี้กระทำโดยยืนตรง ปลายเท้าแยกพองาม ค้อมส่วนบนตั้งแต่เหนือเอวขึ้นไปลงให้ลำตัวขนานกับพื้น มือให้อยู่ระดับเดิมคือ แนบลำตัว
การถอนสายบัวของหญิง
ปฏิบัติเฉพาะเมื่อถวายความเคารพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถและพระบรมวงศ์เท่านั้น เป็นการแสดงความเคารพของสตรี เริ่มโดย การยืนตรง ชักขาข้างหนึ่งไปข้างหลังโดยวาดปลายไปอีกด้านหนึ่งของขาที่ยืน พร้อมกับย่อเข่าอีกข้างหนึ่งลงช้า ๆ แต่ไม่ถึงพื้น เมื่อจวนจะต่ำที่สุดให้ยกมือทั้งสองขึ้นวางประสานบนต้นขาข้างที่ย่อต่ำ (ประสานหน้ามือเข้าหากัน) ก้มศีรษะลงพองามแล้วเงยศีรษะขึ้นพร้อมกับชักขาขึ้น ตัวตั้งตรง
การถวายบังคม
การถวายบังคมใช้เฉพาะถวายความเคารพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ (รวมทั้งพระบรมรูป) นั่งท่าทุกเข่า ยกอก วางมือคว่ำลงบนหน้าขา แล้วยกมือขึ้นประนมตรงระดับหน้าท้อง ให้ปลายมือลดต่ำลงเล็กน้อย แต่อย่าให้ถึงห้อย ยกปลายมือกลับขึ้นพร้อมกับโน้มตัวไปข้างหน้า และยกขึ้นจนนิ้วหัวแม่มือทั้งสองจรดหน้าผาก หน้าเงยขึ้นให้ตาอยู่ในระดับหัวแม่มือ แล้วลดมือลงพร้อมกับโน้มตัวกลับไปข้างหน้า ให้มือลงมาถึงระดับหน้าท้องปลายมือต่ำ แล้วยกมือขึ้นประนม ปลายมือตั้งพร้อมกับเลื่อนมือขึ้นสูงระดับอก และยกตัวขึ้นตรง ทำเช่นนี้ ๓ ครั้งแล้วเปลี่ยนจากท่านั่งเป็นท่าหมอบ (เวลาถวายบังคมให้เอนลำตัวเหนือเอวไปข้างหลัง ชายเอนมากกว่าหญิง)
การแสดงความเคาพรพระสงฆ์
การกราบพระ หรือกราบพระพุทธรูป กราบได้ ๒ แบบ คือ กราบธรรมดา หรือกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์
การแสดงความเคารพพระภิกษุสงฆ์ พระพุทธรูป หรือพระรัตนตรัย ตามประเพณีนิยมแล้วมีแบบเดียวคือ กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ เว้นแต่สถานที่ที่จะแสดงความเคารพไม่ควรแก่การกราบแบบนี้ เช่นในยานพาหนะ ก็ใช้ไหว้
เมื่ออยู่นอกสถานที่ ถ้าเห็นพระสงฆ์ในเวลาที่เรายืนอยู่นอกสถานบ้านเรือน จะย่อเข่าลงแล้วไหว้ก็ได้ แต่ให้ปลายนิ้วมือจรดที่ตีนผม เวลาเดินไปตามถนนหนทางเห็นพระสงฆ์เดินผ่านมา ควรหยุดเดินหันหน้าไปทางพระสงฆ์ รอให้พระสงฆ์เดินผ่านไปก่อน ถ้านั่งเก้าอี้อยู่ พระสงฆ์เดินผ่ามาในที่ใกล้ ควรลุกขึ้นยืนรับและประนมมือไหว้ระดับ ๑ ถ้านั่งอยู่กับพื้น ไม่ต้องลุกขึ้นยืนและไม่ต้องไหว้
หมายเหตุ การกราบพระสงฆ์ จะต้องกราบในลักษณะมือคว่ำราบกับพื้นเสมอ โดยมือประนมวางตั้งบนพื้น ก้มศีรษะลงไปให้หน้าผากจรดสันมือ พร้อมกับคว่ำมือทั้งสองลงกับพื้น ยกมือทั้งสองขึ้นประนมพร้อมทั้งยกศีรษะขึ้นด้วย ทำเช่นนี้ ๓ ครั้ง แล้วนั่งตรงยกมือขึ้นจรดหน้าผากอีกครั้งหนึ่ง
การถวายของพระภิกษุ (การประเคน)
- ของที่ถวายต้องเป็นของไม่ใหญ่โตเกินไปและยกให้พ้นพื้น อย่าลากหรือผลักไป
- ผู้ประเคนต้องอยู่ห่างจากพระประมาณ ๑ ศอก เรียกว่าอยู่ในหัตถบาส
- ถ้าพระรับของสิ่งใดแล้ว ถ้ามีใครไปจับของนั้นอีกต้องมีการเคนใหม่
ผู้ประเคนต้องอยู่ห่างจากพระประมาณ ๑ ศอก เรียกว่าอยู่ในหัตถบาส
ชาย – ถวายได้โดยตรงต่อมือของท่านเลย โดยคุกเข่าถวายแบบเบญจางคประดิษฐ์ หรือไหว้ระดับที่ ๑
หญิง – ต้องคอยให้ท่านปูผ้าชิ้นเล็กที่เรียกว่า ผ้ากราบเพ่อรับเสียก่อน จึงวางถวายลงบนผ้านั้น เมื่อถวาย
แล้วกราบอีกครั้ง โดยหมอบกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์หรือไหว้ระดับที่ ๑
การนิมนต์พระสงฆ์ ทุกครั้งที่นิมนต์พระสงฆ์ไปประกอบพิธีในงานทุกประเภท ควรกราบเรียนให้ท่านทราบล่วงหน้าอย่างน้อย ๗ วัน และควรทำหนังสือนิมนต์เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อท่านจักได้ยึดถือไว้เป็นหลักฐานกันลืม ส่วนข้อความนั้นต้องแจ้งสถานที่ วัน เดือน ปี และเวลา พร้อมทั้งชื่อผู้นิมนต์
ถ้าเป็นงานศพ ต้องแจ้งให้ชัดเจนวาเป็นศพใคร ใครเป็นผู้จัดทำ พร้อมทั้งบอกชื่อ ยศ บรรดาศักดิ์ของผู้ตาย (ถ้ามี) ด้วย ส่วนข้อความอื่น ๆ ตามแต่ผู้นิมนต์จะพึงเขียนตามความต้องการ แต่ต้องบอกความสัมพันธ์ของผู้ตายกับผู้นิมนต์ ถ้านิมนต์เทศน์ ควรบอกประวัติของผู้ตายด้วย
ข้อกำหนดเกี่ยวกับถ้อยคำที่นิมนต์
ในบัตรเชิญ คำนิมนต์ในงานมงคล ใช้คำว่า “เจริญพระพุทธมนต์”
คำนิมนต์ในงานศพ ใช้คำว่า “สวดมนต์” หรือ “สวดพระพุทธมนต์”
นิมนต์ด้วยวาจา ใช้คำว่า นิมนต์สวดมนต์ นิมนต์ฉันเช้า นิมนต์รับอาหาร เป็นต้น
การถวายปัจจัยแด่พระสงฆ์
ควรเขียนจำนวนลงในใบปวารณาบัตรใส่ซองถวาย ส่วนจำนวนเงินมอบให้ไวยาวัจกร หรือผู้ติดตามของท่าน เพราะพระวินัยห้ามพระสงฆ์รับเงินทอง
ในปวารณามีข้อความโดยย่อดังนี้
“ขอถวายมูลค่า ปัจจัยสี่เป็นเงิน………………บาท ได้มอบให้ไว้กับไวยาวัจกรรับมาจัดการแทน หากพระคุณเจ้าจำนงประสงค์สิ่งใดในปัจจัยสี่ ขอได้โปรดเรียกร้องจากไวยาวัจกรผู้ปฏิบัติพระคุณเจ้านั้นเทอญ”
การสนทนากับพระสงฆ์
ต้องมีสัมมาคารวะและสำรวม ไม่พูดล้อเล่น ไม่เล่าเรื่องส่วนตัว
ถ้าเป็นพระเถระผู้ใหญ่ ให้ประนมมือพูดกับท่านทุกครั้งที่กราบเรียนท่าน และรับคำพูดของท่าน
สำหรับสตรี แม้จะเป็นญาติกับพระภิกษุสงฆ์ ไม่ควรอยู่ตามลำพังกับพระสงฆ์ทั้งภายในห้องและภายนอกห้อง เพราะผิดพระวินัยพุทธบัญญัติ ต้องมีบุรุษที่สามนั่งอยู่ด้วย
กราบท่านด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง เมื่อจะลากลับ
การตักบาตร
มีหลักปฏิบัติดังนี้คือ
- ไม่ควรสวมรองเท้าตักบาตร เพราะการสวมรองเท้าถือว่ายืนสูงว่าพระ เป็นการขาดความเคารพ เว้นแต่ถ้าสวมเครื่องแบบ หรือแต่งสากลก็ไม่ต้องถอดรองเท้า หรือเท้าเจ็บ หรือที่ตรงนั้นมีน้ำขังเฉอะแฉะ ควรหยิบของวางลงในบาตรด้วยความระมัดระวังทีละชิ้น โดยใส่ข้าวก่อนเสมอ และระวังมิให้ทัพพีกระทบขอบบาตร แล้วไหว้ระดับที่ ๑
- อย่าเอาเงินในบาตร เพราะเป็นอาบัติ มีโทษทางวินัย
- อย่าใส่บาตรเมื่อข้าวเต็มบาตรพระแล้ว ถ้าจะใส่ก็เพียงเล็กน้อย อย่าให้ล้นออกมา เพราะจะเปื้อนจีวรของท่าน
- ผลไม้ใส่บาตรทุกชนิด อย่าตัดหัวท้ายหรือปอกเปลือกออก ควรล้างให้สะอาดแล้วใส่ทั้งผล
- อย่าเอาดอกไม้ธูปเทียนใส่บาตร เพราะเป็นของหอมสวยงาม พระดมไม่ได้เป็นอาบัติ
- ถ้าใส่บาตรในวันธรรมดาได้ยิ่งดี เพราะวันพระหรือวันอาทิตย์พระได้รับของถวายมาก แต่วันธรรมดามักขาดแคลน
- ในวันสำคัญทางพุทธศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา มาฆบูชา และอาสาฬหบูชา ควรใส่อาหารสดแต่น้อย การใส่อาหารแห้งจะเกิดประโยชน์กว่า เพราะทางวัดอาจจัดอาหารแห้งที่ได้รับมาก ๆ นี้ ส่งไปตามโรงพยาบาล สถานสงเคราะห์คนพิการ หรือเด็กกำพร้า ก็จะได้บุญสองต่อ
- ไม่เจาะจงใส่บาตรให้กับพระภิกษุรูปหนึ่งรูปใด เพราะเมื่อเราตั้งใจอุทิศเป็นทานแล้ว ต้องสละไม่ว่าใครจะเป็นผู้รับ มิฉะนั้นไม่ได้ผลานิสงส์ เพราะใจไม่บริสุทธิ์




